การพัฒนาคุณภาพเมล็ดกระบกเพื่อการส่งออกในรูปของไทยอัลมอลด์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อทำการศึกษากระบวนการแปรรูปที่เหมาะสมและทำการศึกษาการเก็บรักษา อย่างถูกต้องเหมาะสม โดยการศึกษาอุณหภูมิในการแปรรูปที่เหมาะสม 60, 80,100 องศาเซลเซียส วิธีการเก็บรักษาทั้งในระบบระบบปิดธรรมดา อัดแก๊สไนโตรเจนและบรรจุแบบสุญญากาศ และทำการทดสอบค่าความหืนในแต่ละช่วงเวลา ทุกสัปดาห์เป็นเวลา 26 สัปดาห์ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18, 19, 20, 21, 22, 23, 24, 25 และ 26 ผลปรากฏว่าค่าพลังงานที่ได้จากการกินเนื้อกระบก มีค่า 7,571 cal/g เนื้อกระบกมีโปรตีน 12.42% ส่วนไขมันในเนื้อกระบกมี 59.46% จากการทดสอบเบื้องต้นทางประสาทสัมผัส (ชิม) โดยพบว่า ผู้ชิมที่อยู่ในช่วงอายุ 15-25 ปี และ 40 ปีขึ้นไปชอบกระบกที่แกะเปลือกมากกว่าเนื่องจากสะดวกในการชิมถึง 55.38 และ 87.5% ตามลำดับ แต่ผู้ชิมที่มีช่วงอายุ 26-39 ปี ชอบแบบที่คั่วทั้งเปลือกมากกว่าคิดเป็น 55.56% เนื่องจากให้เหตุผลว่า กระบกที่คั่วทั้งเปลือกมีความหอมมากกว่า นอกจากนี้อุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบกระบกคือ 100 องศาเซลเซียส มีกลิ่นหอม ความมัน ความกรอบและความชอบโดยรวมที่ผู้ทดสอบชิมชอบมากที่สุด (P<0.05) การทดลองอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษากระบกมากที่สุดคือ 4 องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้ดีทุกรูปแบบของการบรรจุ (P<0.05) การบรรจุกระบกที่รูปแบบเติมไนโตรเจนหรือสุญญากาศ สามารถเก็บรักษาสภาพกระบกไม่ให้ทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกซิเจนและเกิดกลิ่นหืนได้นานกว่าการบรรจุแบบธรรมดา (P<0.05) ที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส.