การพัฒนากระบกไทยสู่อาเซียน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยเรื่องการพัฒนากระบกไทยสู่อาเซียนนี้มีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เขตีสานตอนบน โดยโครงการนี้ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ดังนี้ โครงการย่อยที่ 1 การประดิษฐ์เครื่องกะเทาะเม็ดกระบก มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการประดิษฐ์เครื่องผ่าเม็ดกระบกอย่างง่ายและสามารถนำไปใช้กับเกษตรกรได้ โครงการย่อยที่ 2 การประดิษฐ์เครื่องลอกเปลือกเมล็ดกระบก เพื่อประดิษฐ์เครื่องสีกระบก เพื่อให้ง่ายต่อการบริโภค โครงการย่อย 3 การพัฒนาคุณภาพเมล็ดกระบกเพื่อการส่งออกในรูปของไทยอัลมอลด์ เพื่อศึกษาถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการแปรรูปและศึกษาถึงอุณหภูมิ และวิธีการเก็บรักษาเพื่อให้ยืดอายุการเก็บรักษาให้ได้นานที่สุดโดยไม่เหม็นหืน โดยผลการประดิษฐ์และการทดลองพบว่า โครงการย่อยที่ 1 การประดิษฐ์เครื่องกะเทาะเม็ดกระบก มีประสิทธิภาพการผ่า 60 % โดยเมล็ดกระบกที่ผ่าง่ายต้องมีอายุ 1 ปี โครงการย่อยที่ 2 การประดิษฐ์เครื่องลอกเปลือกเมล็ดกระบก โดยที่ถังคั่วเมล็ดกระบกออกแบบเป็นรูปทรงกระบอกแนวนอนสร้างด้วยสแตนเลส เพราะสแตนเลสถ่ายเทความร้อนได้ดีมีความต้านทานอุณหภูมิได้สูงทนต่อการกัดกร่อนและเพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะในครัวเรือน ส่วนแกนคั่วในถังคั่วเมล็ดกระบก ออกแบบเป็นรูปเกลียวปล่อยโล่ง เพื่อคั่วเมล็ดกระบก อย่างทั่วถึงและเพื่อให้ทำให้เมล็ดกระบก ไปในทิศทางฝาถังคั่วเสมอ สร้างด้วยสแตนเลส ส่วนชุดสายพานลำเลียงเมล็ดกระบก ออกแบบให้เป็นสายพานลำเลียงแนวราบ แบบสายพานเส้นเดียว สายพานทำจากยาง กว้าง 14 นิ้ว ยาว 24 นิ้ว ส่วนล้อขับ และ ล้อตาม จะเป็น ล้อเหล็กหุ้มยาง ขนาด 3 นิ้วมีลักษณะทรงกระบอก ส่วนชุดกะเทาะเปลือกเมล็ดกระบก ออกแบบให้โครงสร้างทำด้วยสแตนเลส ส่วนชุดขัดเปลือกเมล็ดกระบกใช้สายพานกระดาษทราย เพื่อทำให้เปลือกชั้นในหลุดออกจากเนื้อในเมล็ดกระบก ส่วนชุดร่อนเนื้อในกับเปลือกเมล็ดกระบกให้แยกออกจากกัน ถาดร่อนแผ่นเป็นรูๆ เพื่อให้เศษเปลือกเมล็ดกระบกแยกออกจากเนื้อในเมล็ดกระบก โครงการย่อย 3 ทำการศึกษากระบวนการแปรรูปที่เหมาะสมและทำการศึกษาการเก็บรักษา อย่างถูกต้องเหมาะสม จากการทดสอบเบื้องต้นทางประสาทสัมผัส (ชิม) โดยพบว่า ผู้ชิมที่อยู่ในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไปชอบกระบกที่แกะเปลือกมากกว่าเนื่องจากสะดวกในการชิมถึง 87.5% การทดสอบอุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบกระบกคือ 100 องศาเซลเซียส มีกลิ่นหอม ความมัน ความกรอบและความชอบโดยรวมที่ผู้ทดสอบชิมชอบมากที่สุด (P<0.05) การทดลองอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษากระบกมากที่สุดคือ 4 องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้ดีทุกรูปแบบของการบรรจุทั้งแบบบรรจุธรรมดา บรรจุแบบเติมไนโตรเจน และบรรจุแบบสุญญากาศ (P<0.05) การบรรจุกระบกที่รูปแบบเติมไนโตรเจนหรือสุญญากาศ สามารถเก็บรักษาสภาพกระบกไม่ให้ทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกซิเจนและเกิดกลิ่นหืนได้นานกว่าการบรรจุแบบธรรมดา (P<0.05) ที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส นอกจาก 3 โครงการย่อยแล้วยังมีโครงการบริการวิชาการโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน ในเขตภาคอีสานตอนบน อันได้แก่ ประชาชนทั่วไปในเขตจังหวัดสกลนคร อุดรธานี กาฬสินธุ์ หนองคายและหนองบัวลำภู โดยจัดทำการฝึกอบรม ณ คณะทรัพยากรธรรมชาติ สาขาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนครอยู่แล้ว มีความประสงค์และสนใจเกี่ยวกับเครื่องผ่าและเครื่องสีกระบก และกรรมวิธีการแปรรูปกระบก โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกอบรม 100 คน ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมฝึกอบรมเป็นอย่างมาก มีคะแนนความพึงพอใจต่อหลักสูตรเฉลี่ยอยู่ที่ 4.19 นอกจากนี้ ทางโครงการยังมีการประชาสัมพันธ์ในระดับจังหวัดและระดับประเทศเพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จักกระบกมากขึ้น ซึ่งในอานาคตจะมีการผลิตกระบกออกสู่ตลาด เป็นที่รู้จักทั้งในและนอกประเทศ