สถานภาพและศักยภาพในการผลิตโคเนื้อของลุ่มน้ำก่ำ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำก่ำโดยประกอบด้วยสภาพการเลี้ยง ความเป็นอยู่ การวิเคราะห์ต้นทุน และผลตอบแทนในการเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งศึกษาทั้งรูปแบบการเลี้ยงโคแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกและการเลี้ยงโคขุน ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ มีอายุเฉลี่ย 49 ปีเกษตรกรร้อยละ 75.6 จบการศึกษาระดับประถม มีอาชีพหลัก คือ การทำนา และการปลูกพืช ตามแต่ละพื้นที่ ได้แก่ ข้าวนาปรัง มะเขือเทศ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผัก และผลไม้เกษตรกรมีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4 คน มีจ้านวนโคเมื่อเริ่มเลี้ยงน้อยกว่า 5 ตัว เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการปลูกหญ้าอาหารสัตว์ และใช้พื้นที่ในการเลี้ยงโคเนื้อเฉลี่ยเพียง 4.35 ไร่ ต่อครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ตนเอง และเป็นพื้นที่สาธารณะ โดยมีทั้งการปล่อยให้กินหญ้าเองตามธรรมชาติ และมีการตัดหญ้าเสริมเพื่อนำมาไว้ในคอกจากการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนในการเลี้ยงโคแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกมีต้นทุนการผลิตตัวละ 17,037.47 บาท เกษตรกรมีกำไรตัวละ 9,802.76 บาท แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะต้นทุนเงินสดเกษตรกรมีกำไรเหนือต้นทุนเงินสดตัวละ 19,310.81 บาท การผลิตโคขุนทีมีอายุการเลี้ยงขุนเฉลี่ย 12 เดือน มีต้นทุนการผลิตตัวละ 67,705.78 บาท เกษตรกรมีกำไรตัวละ 12,675.07 บาท แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะต้นทุนเงินสดเกษตรกรมีกำไรเหนือต้นทุนเงินสดตัวละ 24,659.42 บาท ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าอาหารข้น อาหารหยาบและกากน้้าตาล ประมาณร้อยละ 40 ของต้นทุนทั้งหมด เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตโคแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูก และการเลี้ยงขุน พบว่า การผลิตโคแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกให้ผลตอบแทนสูง แต่การเลี้ยงโคขุนจะมีต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าพันธุ์และอาหาร ดังนั้นหากสามารถลดต้นทุนค่าอาหารลงได้ การเลี้ยงโคขุนก็สามารถสร้างรายได้ดีนอกจากนี้รายได้บางส่วนได้จากการจำหน่ายมูล หากพิจารณาต้นทุน และผลตอบแทนแล้วการเลี้ยงโคแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกจึงเหมาะสำหรับเกษตรกรที่จะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้เพราะมีต้นทุนที่เป็นเงินสดต่ำจึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง เกษตรกรมีความต้องการสินเชื่อต่อครัวเรือน 62,500.37 บาท แต่ส่วนใหญ่เกษตรกรใช้เงินทุนตัวเองในการลงทุน ส่วนแหล่งสินเชื่อหลักได้มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) หรือกู้ยืมจากสหกรณ์หรือกองทุนหมู่บ้าน เพื่อนำมาลงทุนเลี้ยงโคขุน ปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงโคเนื้อลูกผสม ได้แก่ การหาซื้อแม่พันธุ์ยากและโคเข้าขุนมีราคาแพง การขาดแคลนหญ้าและพื้นที่เลี้ยงโคในบางช่วง พื้นที่และทุ่งหญ้าสาธารณะเลี้ยงโคลดลง การให้บริการผสมเทียมยังมีน้อยและเกษตรกรส่วนหนึ่งยังขาดการปรับปรุงพันธุ์โคที่เหมาะสม และเกษตรกรรายย่อยขาดแคลนเงินทุนและขาดการดูแลเลี้ยงโคที่เหมาะสมอย่างไรก็ตามเกษตรกรมีศักยภาพในการเลี้ยงโคเป็นอยู่แล้ว แต่ยังจำเป็นที่ต้องมีการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อที่เหมาะสมทั้งสายพันธุ์ การลดต้นทุนอาหารสัตว์การจัดการดูแลโคเนื้อที่ดีจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนในอาชีพได้