รูปแบบการพัฒนาธุรกิจการเลี้ยงโคขุนโพนยางคำในเขตจังหวัดสกลนคร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการผลิต โครงสร้างระบบธุรกิจโคขุนโพนยางคำ ปัญหา อุปสรรค และปัจจัยที่มีผลต่อธุรกิจโคขุน ในจังหวัดสกลนคร 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโคขุนโพนยางคำของเกษตรกรในเขตจังหวัดสกลนคร ผลการศึกษา พบว่า สถานการณ์การผลิตโคต้นน้ำหรือโคแม่พันธุ์ในจังหวัดสกลนครที่ลงทะเบียนกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนครในปี 2562 คิดเป็นร้อยละ 37.10 โคกลางน้ำหรือโครุ่นตั้งแต่แรกเกิดถึงโครุ่น คิดเป็นร้อยละ 37.96 โคปลายน้ำหรือโคขุน คิดเป็นร้อยละ 3.55 และในปี 2561 มีโคที่ขึ้นทะเบียนกับสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด พบว่า มีโครุ่นแจ้งขุนและโคขุนที่ยังไม่ชำแหละจำนวน 9,783 ตัว ด้านการตลาดมีกำลังการผลิตเนื้อโคขุนเนื้อโคขุน คิดเป็นร้อยละ 57.14 มีโคขุนที่ถูกตัดออกจากระบบ คิดเป็นร้อยละ 1.11 และโคขุนที่ยังไม่ชำแหละ คิดเป็นร้อยละ 41.75 ของโคขุนในระบบ ปี 2561 โดยมีราคาเฉลี่ยเท่ากับ 83,049 บาท/ซาก คิดเป็น 225.28 บาท/1 กิโลกรัมน้ำหนักซาก หรือ 125.29 บาท/1 กิโลกรัมน้ำหนักมีชีวิต โครงสร้างระบบธุรกิจการเลี้ยงโคขุนโพนยางคำ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มต้นน้ำ คือ กลุ่มเกษตรกรผู้ทำธุรกิจการเลี้ยงโคขุนที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯ และกลุ่มเกษตรกรผู้ทำธุรกิจการเลี้ยงโคขุนที่เป็นสมาชิกสมทบ 2) กลุ่มกลางน้ำ คือ สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด ทำหน้าที่ในการซื้อโคขุนจากสมาชิก ชำแหละ ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ขายอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์ และงานบริการทางสัตวแพทย์ 3) กลุ่มปลายน้ำ คือ สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด ทำหน้าที่ในการจำหน่ายเนื้อโคขุน เครื่องใน หนังโค และอื่น ๆ ในปี 2561 สหกรณ์ฯ มีรายได้รวม 605.54 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 มีรายได้รวม 561.30 ล้านบาท จากยอดรายได้รวมในปี 2561 รายได้ส่วนใหญ่จะมาจากสาขากรุงเทพฯ คือ สาขาวังทอง และสาขาสุขุมวิท คิดเป็นร้อยละ 64.27 ของรายได้จากการขายเนื้อโคขุนทั้งหมด สภาพปัญหาและอุปสรรคมีดังนี้ 1) สภาพปัญหาการผลิตโคขุนของประเทศไทย ปริมาณโคเนื้อเพื่อการบริโภคมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการบริโภคยังมีมากกว่าปริมาณการผลิต ทำให้มีการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน 2) สภาพปัญหาโดยทั่วไปของการผลิตโคขุนโพนยางคำ เกษตรกรส่วนมากยังไม่สนใจในการเลี้ยงโคแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกโคขุน ผลตอบแทนจากตลาดยังไม่ไปถึงผู้ผลิตโคต้นน้ำ ต้นทุนในการผลิตยังสูงกว่าประเทศคู่แข่ง การขยายตลาดของสหกรณ์ฯ ยังมีไม่มาก ขาดความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐบาล ภาคเอกชน สหกรณ์ฯ เกษตรกร และสถานศึกษา การส่งเสริมจากภาครัฐบาลไม่มีความต่อเนื่อง 3) ปัญหาและอุปสรรคในการผลิตโคขุนของเกษตรกร ระยะเวลาในการขุนนานขึ้นเนื่องจากปัจจุบันมีคู่แข่งมากขึ้น ขาดแคลนเงินทุนในการลงทุนเมื่อมีความจำเป็น อาการป่วยของโคขุนทำให้มีผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโต รูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโคขุนโพนยางคำ พบว่า ตัวแปรตามที่ใช้ในการศึกษา คือ กำไรทางเศรษฐศาสตร์ (Y) ใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค (Logistic Regression Analysis) แบบ Binary Logistic กรณีที่มีตัวแปรอิสระมากกว่า 1 ตัว โดยนำปัจจัยต่าง ๆ เข้าสู่โมเดล เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรทางเศรษฐศาสตร์ในการเลี้ยงโคขุนโพนยางคำทดสอบที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยกำหนดให้ Y = 0 หมายถึง กำไรทางเศรษฐศาสตร์ในการเลี้ยงโคขุนโพนยางคำ ? 0 บาท Y = 1 หมายถึง กำไรทางเศรษฐศาสตร์ในการเลี้ยงโคขุนโพนยางคำ > 0 บาท ส่วนตัวแปรอิสระ 10 ตัวแปร ผลการวิเคราะห์ พบว่า ตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ปริมาณอาหารข้นที่ให้เฉลี่ยต่อวัน (CON) ปริมาณอาหารหยาบที่ให้เฉลี่ยต่อวัน (RO) และระยะเวลาการเลี้ยงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 12 เดือน (T1) มีค่า Significant เท่ากับ 0.001 0.000 และ 0.000 ซึ่งน้อยกว่า 0.01 ปฏิเสธสมมติฐานหลัก H0 ณ ระดับความเชื่อมั่น 99% และตัวแปรที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ระดับสายเลือดโคพันธุ์ชาร์โรเลส์ 62.50% (CB3) และที่ตั้งของฟาร์มโคขุน (PO) มีค่า Significant เท่ากับ 0.023 และ 0.039 ซึ่งน้อยกว่า 0.05 ปฎิเสธสมมติฐานหลัก H0 ณ ระดับความเชื่อมั่น 95% แสดงว่าตัวแปรดังกล่าวมีผลต่อโอกาสมีกำไรทางเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจการเลี้ยงโคขุนโพนยางคำจังหวัดสกลนคร