ศักยภาพการผลิตและแนวทางการพัฒนาระบบการผลิตโคเนื้อเพื่อสร้างอาหารปลอดภัยของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดมหาสารคาม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา (1) ข้อมูลทั่วไปและสภาพการผลิตโคเนื้อของจังหวัดมหาสารคาม (2) ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปบางประการด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดมหาสารคาม (3) สภาพการเลี้ยงโคเนื้อ และศักยภาพในการผลิตโคเนื้อในจังหวัดมหาสารคาม และ(4) ปัญหาและอุปสรรค ในการผลิตโคเนื้อในจังหวัดมหาสารคาม จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อเฉพาะโคขุน ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 140 ครัวเรือน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน มีนาคม 2559 ถึง มกราคม 2560โดยใช้แบบสัมภาษณ์ (interview schedule) การสนทนากลุ่ม และการประชุมกลุ่มย่อย นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ (frequencies) ค่าร้อยละ (percentage) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (arithmetic mean) ค่าต่ำสุด (minimum) ค่าสูงสุด (maximum) ผลการวิจัย พบว่า จังหวัดมหาสารคามมีจำนวนโคเนื้อทั้งสิ้น 117,406 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยง โคเนื้อจำนวน 31,510 ครัวเรือน พื้นที่ผลิตโคเนื้อมากที่สุด คือ อำเภอบรบือ อำเภอนาดูน และอำเภอวาปีปทุม โดยมีปริมาณการผลิตเท่ากับ 19,510 ตัว 15,732 ตัว และ14,500 ตัว ตามลำดับ สภาพการผลิตโคเนื้อและการจัดการผลิตโคเนื้อจังหวัดมหาสารคาม พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.80 เลี้ยงโคเนื้อจำนวนน้อยกว่า 5 ตัว และมีจำนวนโคเนื้อที่เลี้ยงเฉลี่ย 5.44 ตัว พันธุ์โค ที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นโคเนื้อลูกผสม รูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ 1) ผลิตลูกโคขาย 2) เลี้ยงขุน และ 3) ผลิตลูกโคขายและเลี้ยงขุนร่วมกัน ขณะที่ระบบการเลี้ยง พบว่าเกษตรมีระบบการเลี้ยง 3 รูปแบบ คือ 1) เลี้ยงแบบขังคอก 2) เลี้ยงแบบปล่อยฝูง และ 3) เลี้ยงแบบขังคอกและแบบปล่อยฝูงร่วมกัน ขนาดของการเลี้ยงโค แบ่งได้เป็น 2 ขนาด คือ 1) เลี้ยงแบบหลังบ้านผสมผสานในระบบไร่นา และ 2) เลี้ยงในระบบฟาร์มขนาดเล็ก มีแปลงปลูกหญ้าเพื่อผลิตอาหารและให้โคแทะเล็ม และสร้างโรงเรือนไว้สำหรับให้สัตว์พักอาศัยในช่วงเวลากลางคืน ปัญหาของเกษตรกร ด้านพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์ พบว่า เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างที่เลี้ยงโคเนื้อในปัจจุบันให้ผลผลิตต่ำ อัตราการเจริญเติบโตช้ามีขนาดเล็ก ด้านอาหารและการให้อาหารโคเนื้อ พบว่า เกษตรกรขาดความรู้การให้อาหาร และวิตามีน-แร่ธาตุที่จำเป็นในโคเนื้อ อาหารสำหรับโคเนื้อ มีราคาแพง ด้านการสุขาภิบาล การป้องกันโรคล่วงหน้าโคเนื้อ พบว่า เกษตรกรขาดความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสมในการสุขาภิบาลที่ดี ด้านการเกิดโรคระบาดในโคเนื้อ พบว่า เกษตรกรเมื่อเกิดโรคระบาดในโคเนื้อ ไม่ทราบว่าจะไปปรึกษากับหน่วยงานใดที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ด้านรูปแบบการจำหน่ายโคเนื้อ พบว่า ช่วงฤดูฝนราคาจำหน่ายโคเนื้อจะมีราคาถูก และบางครั้งไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ จากข้อมูลที่ได้ดังกล่าว สามารถนำมากำหนดแนวทางการพัฒนาระบบการผลิตโคเนื้อเพื่อสร้างอาหารปลอดภัยของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ได้โดยการสร้างเครือข่ายการผลิตโคเนื้อให้ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร สร้างการตลาดที่มั่นคง มีการให้ความรู้ด้านการสุขาภิบาลที่ถูกต้องและเหมาะสม และพัฒนาช่องทางและรับข่าวสารจากที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้เกษตรกรรู้ทันกลไกของตลาดแนวโน้มราคาของโคเนื้อในอนาคต มีการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อทั้งแบบขังคอกและแบบปล่อยฝูง สู่การสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อที่ยั่งยืนของเกษตรกรทุกระดับต่อไป