กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการนี้วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการเลี้ยงโคขุนของเกษตรการรายย่อยในพื้นที่จังหวัดพะเยาให้สามารถวิเคราะห์สถานภาพการผลิตของตนเอง และเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ โดยคณะผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์สภาพการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม ปริมาณการเลี้ยง ต้นทุนและผลตอบแทน ระดับความรู้ของเกษตรกรทั้งหมดจำนวน 100 ราย นำข้อมูลมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุนที่เหมาะสมกับสายพันธุ์และสภาพพื้นที่ของจังหวัดพะเยาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแต่ละระดับ และถ่ายทอดองค์ความรู้ในการขุนโคแบบแม่นยำแก่เกษตรกร ผลการศึกษาพบว่าการเลี้ยงโคขุนในพื้นที่สามารถแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ การเลี้ยงโคขุนแบบดั้งเดิม การเลี้ยงโคขุนระยะสั้น (โคหนุ่มเนื้อนุ่ม) และการเลี้ยงโคขุนระยะยาว (โคไขมันแทรก) ตามระดับของตลาดที่จำหน่ายตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ตลาดระดับกลาง และตลาดระดับสูง จากการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าเดิม (Old value chain) เกษตรกรกลุ่มที่เลี้ยงโคขุนแบบดั้งเดิมมีกำไรจากการขุนโคเฉลี่ย 4,300 บาท/ตัว กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนระยะสั้นมีกำไรเฉลี่ย 4,834-5,409 บาท/ตัว และกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนระยะยาวมีกำไรเฉลี่ย 7,228-7,256 บาท/ตัว เพื่อเป็นการยกระดับจากห่วงโซ่คุณค่าเดิมไปสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ คณะนักวิจัยจึงออกแบบกระบวนการเข้าไปหนุนเสริมหรือเติมช่องว่างในสิ่งที่เกษตรกรขาดหรือต้องการ (Gap fulfillment) เพื่อนำมาพัฒนาเครื่องมือที่สามารถเติมเต็มศักยภาพสูงสุดให้แก่เกษตรกรแต่ละกลุ่ม โดยพัฒนาชุดความรู้ในการเลี้ยงโคขุนตามรูปแบบที่แตกต่างกันของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีความรู้ในการจัดการเลี้ยงโคขุนที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และนำเสนอทางเลือกเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจที่ให้ประสิทธิภาพการผลิตและกำไรสูงสุดได้ สำหรับผลการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New value chain) เป็นการทำนายจากโมเดลที่คณะนักวิจัยได้วิเคราะห์จากสภาพการผลิตจริง มานำเสนอให้เกษตรกรเพื่อเป็นทางเลือก พร้อมเสนอแนะสิ่งที่เกษตรกรต้องเรียนรู้เพิ่มเติมหรือต้องลงทุนเพิ่มในฟาร์มเพื่อเพิ่มผลกำไรให้มากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนแบบดั้งเดิมสามารถมีกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1,370-3,185 บาท/ตัว คิดเป็นกำไรเพิ่มขึ้น 31.86-74.07% โดยการลดจำนวนโคพื้นเมืองที่เลี้ยงอยู่ลง ค่อย ๆ ปรับเพิ่มการเลี้ยงโคขุนระยะสั้นให้มากขึ้น และเรียนรู้หลักปฎิบัติในการขุนโคระยะสั้นเพิ่มเติม ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนระยะสั้นสามารถมีกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1,189-2.076 บาท/ตัว คิดเป็นกำไรเพิ่มขึ้น 24.60-38.38% ต่อตัว โดยการคัดเลือกโคลูกผสมยุโรปที่ระดับเลือดที่ให้กำไรสูงสุด คือ 62.5% แทนการเลี้ยงโคลูกผสมยุโรปที่มีระดับเลือดต่ำกว่า 50% สุดท้ายกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนระยะยาวสามารถมีกำไรเฉลี่ย 1,088-2,621 บาท/ตัว คิดเป็นกำไรเพิ่มขึ้น 15.33-36.12% ต่อตัว โดยการคัดเลือกโคลูกผสมยุโรปที่ระดับเลือดที่ให้กำไรสูงสุด คือ 62.5% เช่นเดียวกับกลุ่มโคขุนระยะสั้น และสองระบบนี้เน้นที่การคัดเลือกโคก่อนเข้าขุนเป็นหลัก ตามด้วยโปรแกรมการให้อาหารที่สอดคล้องกับสายพันธุ์และอายุ และเพิ่มการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. Representative of the deliverable demonstrated in relevant environments
เมื่อเสร็จสิ้นโครงจะทำให้ให้เกษตรกรมีฟาร์มต้นแบบ ที่ช่วยให้คำแนะนำในการประเมินและติดตามประสิทธิภาพในการขุนโค ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการขุนลงได้
จากการทำงานวิจัยในพื้นมาอย่างต่อเนื่องทำให้คณะผู้วิจัยมีองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจาการวิจัยก่อนหน้านี้และโครงการนี้จะมุ่งเน้นการวิจัยที่เกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุน ได้แก่ พันธุ์ อาหาร การจัดการ และระยะเวลาที่เหมาะสมในการขุนโค เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตสูงที่สุด จากความสำเร็จจากการทำวิจัยในเวลาที่ผ่านทำให้เราประเมินว่าทีมวิจัยมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสำหรับทำวิจัยครั้งนี้ให้สำเร็จ
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. proposed solution(s) validated, now by relevant stakeholders in the area
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนมีระบบการจัดการการเลี้ยงที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สามารถเรียนรู้วิธีการเลี้ยงผ่านระบบออนไลน์สำหรับนำไปใช้ในฟาร์มของตนเอง มีระบบประเมินผล ติดตามและแนะนำการขุนโคได้ ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต และพัฒนาไปสู่การเป็น smart farmer ด้านการผลิตโคขุนคุณภาพ ทำให้คนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงทางด้านอาหารที่ปลอดภัยต่อการบริโภค
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนในจังหวัดพะเยา มักประสบปัญหาต้นทุนสูง และใช้ระยะเวลาในการขุนโคนานกว่าจะได้น้ำหนักที่ตลาดต้องการ อาจเป็นเพราะการให้อาหารไม่สอดคล้องกับระยะการเจริญเติบโตของโค เพราะเกษตรกรยังขาดองค์ความรู้หรือข้อมูลการจัดการที่เหมาะสมในการขุนโค