โครงการยกระดับอาชีพเกษตรกรเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยเทคโนโลยีเกษตรกรรม การสกัดสาร และการแปรรูป จังหวัดหนองคาย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของเกษตรกร โดยการวิจัยของแผนงานย่อยที่ 1 และ 2 ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น ศึกษาต้นทุน ผลตอบแทน และประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรของแผนงานที่ 1 ผลพบว่า ส่วนใหญ่เกษตรกรมีประสบการณ์ในการทำเกษตรช่วงอายุ 11-30 ปี ร้อยละ 44.67 มีการยอมรับเทคโนโลยีค่อนข้างสูงร้อยละ 61 ต้นทุนส่วนใหญ่ของการปลูกข้าว สับปะรด และดาวเรืองใช้กับค่าวัสดุการเกษตร ค่าแรงงานคน และหน่อหรือเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นทุนผันแปร และต้นทุนส่วนใหญ่ของการปลูกผักใช้กับค่าโรงเรือนและค่าเสื่อมของโรงเรือนซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ ผลการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินของพืชเศรษฐกิจทั้ง 4 ชนิดจากระยะคืนทุน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ อัตราผลตอบแทนภายใน และอัตราผลตอบแทนภายในที่แก้ไขบ่งชี้ว่ามีความเหมาะสมต่อการลงทุน เมื่อมีการเปรียบเทียบความมีประสิทธิภาพก่อนและหลังการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้ พบว่า ความมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นถึงแม้จะไม่มากนัก โดยในส่วนของการทดลองผลิตอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำสำเร็จรูป และทดลองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำร่วมกับเกษตรกรของแผนงานย่อยที่ 2 พบว่า เกษตรกรมีความสนใจเลี้ยงปูนาสูงที่สุดร้อยละ 33.85 รองลงมาคือ ปลานิล กบนา กุ้งก้ามกราม และปลาตะเพียน ตามลำดับ จากการทดลองผลิตอาหารต้นทุนต่ำด้วยหญ้าเนเปียร์ทดแทนปลาป่นช่วยลดต้นทุนผันแปรค่าอาหารเลี้ยงปลา ส่วนการทดลองเตรียมบ่อดินสำหรับเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ปลานิล และปลาตะเพียน และการเตรียมกระชังบกและบ่อซีเมนต์สำหรับการเลี้ยงกบนาและปูนา พบว่า กุ้งก้ามกรามจะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาได้แก่ ปลาตะเพียน ปูนา และกบนา ตามลำดับ ส่วนปลานิลให้ผลตอบแทนรายได้น้อยที่สุดเกษตรกรให้คะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยในระดับมากต่อการลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์น้ำงานวิจัยนี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับอาชีพเกษตรกรรมและรายได้ของเกษตรกรจังหวัดหนองคาย โดยการวิจัยและสกัดสารสำคัญในสับปะรดและดอกดาวเรืองของแผนงานย่อยที่ 3 และ 4 ผลจากการสกัดเอนไซม์จากสับปะรดด้วยการตกตะกอนด้วยเอทานอลซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมและง่ายต่อการผลิตเอนไซม์มากที่สุด พบว่า ตะกอนเอนไซม์ที่ได้มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีเหลืองอ่อน เมื่อเปรียบเทียบกิจกรรมของเอนไซม์โบรมิเลนที่สกัดได้จากเนื้อสับปะรดมีค่าสูงถึง 9,479 CDU/g เป็นเทคโนโลยีสะอาดที่สามารถนำไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มเกษตรกร ผลการทดสอบความเป็นพิษพบว่า สารสกัดสับปะรด ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ไฟโบรบลาสท์ของผิวหนังมนุษย์ มีคุณสมบัติในการต้านแบคทีเรียและสามารถเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิวพรรณได้เนื่องจากมีต้านการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส สำหรับการสกัดลูทีนจากดอกดาวเรืองด้วยน้ำ พบว่า ปริมาณลูทีนในสารสกัด 100 กรัม จะมีปริมาณระหว่าง 56-77 มิลลิกรัม วิธีการห่อหุ้มภายใต้สภาวะการผลิตที่ใช้ ไม่ส่งผลต่อคุณภาพของผงสารสกัดที่ได้ ซึ่งผงสารสกัด (0.5 กรัม) ยังคงมีความสามารถในการจับอนุมูลอิสระที่สูง สารสกัดที่ได้มีปริมาณโลหะหนักเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และสารสกัดดอกดาวเรืองสีเหลืองอ่อนและสีเหลืองเข้ม ที่ความเข้มข้น 1.25 - 80 ?g/ml ไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ ในส่วนของแผนงานย่อยที่ 4 ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรเป้าหมาย ประกอบด้วย สัตว์น้ำพื้นบ้าน (ปลาเล่ง ปลาตะเพียน ปูนา กบนา และกุ้งก้ามกราม) และพืชพื้นบ้าน (พริก สมุนไพร มะเขือเทศ ดอกดาวเรือง และสับปะรด) สำหรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำได้แก่ ปลาตะเพียนทอดกรอบลดเกลือ ผงลาบปลา ป่นปูนา ป่นกุ้ง และอ่อมกบโรยข้าวลดการใช้ปลาร้า โดยทำการพัฒนาสูตรการผลิตจากตำรับท้องถิ่นเป็นสูตรผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ทำการทดสอบการยอมรับผลิตภัณฑ์โดยใช้ตัวแทนผู้บริโภคจำนวน 50 คน พบว่า ปลาตะเพียนทอดกรอบที่มีการใช้เกลือร้อยละ 0.8 ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในทุกลักษณะไม่แตกต่างกันกับสูตรควบคุม ในส่วนของผงโรยข้าว การใช้ปลาร้าผงเป็นส่วนผสม ร้อยละ 3 มีค่าคะแนนการยอมรับในเรื่องของสี กลิ่น รสชาติ ความชอบโดยรวม และความยินดีที่จะซื้อสูงกว่าตัวอย่างอื่นๆ (p ? 0.05) ส่วนพริกและสมุนไพรพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพรเมนทอลต้มยำด้วยการหาสัดส่วนของการใช้สารหอมระเหยที่เหมาะสม พบว่า สูตรที่มีค่าการใช้ประโยชน์สูงสุด ได้แก่ สูตรที่มีเมนทอล พิมเสน และการะบูน ร้อยละ 10.3 สำหรับการพัฒนามะเขือเทศเชื่อม พบว่า มะเขือเทศเชื่อมสูตรผสมน้ำตาลหลายชนิดร่วมกันให้ค่าคะแนนความชอบในเรื่องของสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมสูงกว่ามะเขือเทศเชื่อมสูตรที่มีการใช้น้ำตาลทรายเพียงชนิดเดียว (p ?0.05) ในการพัฒนาชาดาวเรืองจากการหาสัดส่วนการใช้ชาดาวเรืองสีเหลืองอ่อนและเข้ม พบว่า สัดส่วนการผสมชาดาวเรืองสีอ่อนกับชาดาวเรืองสีเข้มในอัตราส่วน 70:30 ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในลักษณะโดยรวมมากที่สุด (7.58; p < 0.05) และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาหมึกอบกรอบจากสับปะรดเปรียบเทียบกับสับปะรดอบกรอบสูตรเดิม พบว่า ปลาหมึกอบกรอบจากสับปะรดมีค่าคะแนนความชอบในเรื่องของสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมสูงกว่าสับปะรดอบกรอบแบบเดิม (p ?0.05) จึงนำสูตรการผลิตทั้งหมดไปทดสอบผลิตจริงร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการชุมชนนอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความมั่นคงและเพิ่มโอกาสทางรายได้ โดยการศึกษาความเข้าใจด้านการตลาด วิจัยและออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสมัยใหม่ พบว่า เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเห็นด้วยกับการพัฒนาสื่อในรูปแบบของคลิปวิดิทัศน์ ร้อยละ 80 จึงได้ทำการสร้างและพัฒนาคลิปวิดิทัศน์ขึ้น ผลจากการสำรวจปัญหาและความต้องการของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ในชุมชนด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย ทำให้สามารถออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้นแบบที่ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการชุมชน และจากการเก็บข้อมูลกับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ด้านช่องทางการตลาด พบว่า ชุมชนมีการจำหน่ายสินค้าแบบขายตรงสู่ผู้บริโภค จึงได้ทำการพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ผ่านทางเว็บเพจ การใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ (Line) และช่องทางการรับรู้ให้กับผู้บริโภคในรูปแบบโลกเสมือนจริง (Metaverse) ผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปออนไลน์ ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มผู้ประกอบการชุมชนที่มีต่อช่องทางการตลาดออนไลน์ พบว่า ผู้ประกอบการชุมชนเห็นว่าช่องทางดังกล่าวสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมการขายในระดับมากที่สุด