ผลของแคลเซียม บรรจุภัณฑ์ และแสงยูวีต่อคุณภาพของหม่อนผลสดภายหลังการเก็บเกี่ยว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ผลหม่อนเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากขึ้นเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ผลมีอายุการเก็บรักษาสั้น งานวิจัยนี้จึงศึกษาผลของการใช้แคลเซียมต่อคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของผลหม่อนพันธุ์เชียงใหม่ 60 โดยการฉีดพ่นสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ก่อนการเก็บเกี่ยวที่ความเข้มข้นร้อยละ 0 (ชุดควบคุม), 0.05, 0.10, 0.15 และ 0.20 ที่ผลในระยะ 2, 4 และ 6 สัปดาห์หลังดอกบาน (ครั้งละ 1 ลิตรต่อต้น) จำนวน 12 ต้นต่อชุดทดลอง เก็บเกี่ยวผลที่ระยะสุก (สีแดงผสมดำ) และระยะสุกจัด (สีดำทั้งผล) และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส (ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 80-85) นาน 21 วัน พบว่า การให้แคลเซียมคลอไรด์กับผลหม่อนทั้งสองระยะที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.15 และ 0.20 สามารถชะลอการสูญเสียน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงค่าสีผล (ค่า a*) การเพิ่มขึ้นของปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ และการลดลงของปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ดีที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญสถิติ ซึ่งทั้ง 2 ระดับความเข้มข้นให้ผลต่อคุณภาพของผลหม่อนไม่แตกต่างกัน ผลหม่อนที่เก็บเกี่ยวที่ระยะสุกจัดและได้รับแคลเซียมคลอไรด์ความเข้มข้นร้อยละ 0.20 มีปริมาณวิตามินซี ตัวต้านออกซิเดชัน และแอนโทไชยานินมากที่สุด นอกจากนี้การให้แคลเซียมคลอไรด์สามารถเพิ่มค่าความแน่นเนื้อและปริมาณแคลเซียมของผลได้ แต่ไม่มีผลต่อค่าความสว่าง (L*) และค่าความเหลือง (b*) ดังนั้นการใช้แคลเซียมคลอไรด์ก่อนการเก็บเกี่ยวที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.20 และเก็บเกี่ยวผลหม่อนในระยะสุกจัด สามารถชะลอการเสื่อมสภาพ และการสูญเสียคุณภาพภายหลังการเก็บเกี่ยวของหม่อนผลสดดีที่สุด การศึกษาผลของการใช้แคลเซียมหลังการเก็บเกี่ยวต่อคุณภาพของผลหม่อนพันธุ์เชียงใหม่ 60 โดยการแช่ผลที่ระยะสุก และระยะสุกจัด ในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0, 0.5, 1.0, 1.5 และ 2.0 ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที แล้วนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส (ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 80-85) นาน 15 วัน พบว่า ผลหม่อนทั้งสองระยะที่แช่ในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 1.5 และ 2.0 มีการเปลี่ยนแปลงค่า L* และการเพิ่มขึ้นของปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้น้อยที่สุด และมีปริมาณตัวต้านออกซิเดชันและแอนโทโชยานินสูงที่สุด ผลหม่อนทุกชุดทดลองมีค่า a* และ b* ไม่แตกต่างทางสถิติ นอกจากนี้ผลหม่อนทั้งสองระยะที่แช่ในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 2.0 มีปริมาณแคลเซียมสูงสุด การสูญเสียน้ำหนักและปริมาณกรดที่ไทเทรตได้น้อยที่สุด และมีค่าความแน่นเนื้อและปริมาณวิตามินซีสูงที่สุด ดังนั้นการแช่ผลหม่อนในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ความเข้มข้นร้อยละ 2.0 สามารถยืดอายุการเก็บรักษาและลดการสูญเสียคุณภาพภายหลังการเก็บเกี่ยวของหม่อนผลสดได้ดีที่สุด การศึกษาผลของบรรจุภัณฑ์ต่อคุณภาพของผลหม่อนพันธุ์เชียงใหม่ 60 โดยเก็บเกี่ยวผลหม่อนสดที่ระยะสุกและระยะสุกจัด บรรจุในถาดโฟมหุ้มด้วยฟิล์ม polyvinyl chloride (PVC) และ ถุงพลาสติก low density polyethylene (LDPE) แล้วนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส (ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 80-85) นาน 15 วัน พบว่า ผลหม่อนทั้งสองระยะที่บรรจุในถุง LPDE มีการสูญเสียน้ำหนัก ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้น้อย และมีปริมาณกรดที่ไทเทรตได้มาก เมื่อเทียบกับผลหม่อนที่บรรจุด้วยฟิล์ม PVC การบรรจุผลหม่อนทั้งสองระยะในถุง LDPE สามารถชะลอการอ่อนนุ่ม เปอร์เซ็นต์การเกิดโรค การลดลงของวิตามินซี ตัวต้านออกซิเดชัน และแอนโทไซยานินได้ แต่ไม่มีผลการเปลี่ยนแปลงสี (L*, a* และ b*) นอกจากนี้ภายในถุง LDPE ที่บรรจุหม่อนทั้งสองระยะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และเอทิลีนมากที่สุด ดังนั้นการใช้การบรรจุหม่อนทั้งสองระยะในถุง LDPE สามารถชะลอการเสื่อมสภาพ และการสูญเสียคุณภาพภายหลังการเก็บเกี่ยวของหม่อนผลสดดีที่สุด การศึกษาผลของแสง UV-C ต่อคุณภาพของผลหม่อนสดพันธุ์เชียงใหม่ 60 โดยการให้รังสี UV-C กับผลผลหม่อนสดที่ระยะสุกและระยะสุกจัดนาน 0 (ชุดควบคุม), 10 และ 20 นาที แล้วหุ้มด้วยฟิล์ม PVC แล้วนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส (ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 80-85) นาน 21 วัน พบว่า การให้รังสี UV-C ทุกชุดทดลองกับผลหม่อนสดทั้งสองระยะสุก สามารถชะลอการสูญเสียน้ำหนัก การอ่อนนุ่น เปอร์เซ็นต์การเกิดโรค การเปลี่ยนแปลงค่าสี (a* และ b*) และการเพิ่มขึ้นของของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ นอกจากนี้การให้ UV-C ยังสามารถเพิ่มปริมาณวิตามินซี ตัวต้านออกซิเดชัน และแอนโทไซยานิน โดยผลหม่อนระยะสุกที่ได้รับรังสี UV-C นาน 10 นาที มีค่า a* มากที่สุด และผลหม่อนระยะสุดจัดที่ได้รับรังสี UV-C นาน 10 นาที มีปริมาณวิตามินซี ตัวต้านออกซิเดขัน และเอนโทไซยานินมากที่สุด อย่างไรก็ตามการให้รังสี UV-C ไม่มีผลต่อค่าสี (L*) และปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ ดั้งนั้นการให้ UV-C นาน 10 นาที สามารถชะลอการเสื่อมสภาพ และการสูญเสียคุณภาพภายหลังการเก็บเกี่ยวของหม่อนผลสดดีที่สุด การศึกษาวิธีผสมผสานของแคลเซียม บรรจุภัณฑ์ และแสงยูวีต่อคุณภาพหม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่ 60 ภายหลังการเก็บเกี่ยว โดยการฉีดพ่นสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ก่อนการเก็บเกี่ยวที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.20 ที่ผลในระยะ 2, 4 และ 6 สัปดาห์หลังดอกบาน (ครั้งละ 1 ลิตรต่อต้น) เก็บเกี่ยวผลที่ระยะสุกและระยะสุกจัด และนำมาจุ่มในสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ภายหลังการเก็บเกี่ยวร้อยละ 2.0 ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที และให้รังสี UV-C นาน 10 นาที แล้วบรรจุบรรจุในถาดโฟมที่หุ้มด้วยถุง LDPE เทียบกับผลหม่อนที่ไม่ได้รับแคลเซียม แสง UV-C และบรรจุในถาดโฟมที่หุ้มด้วยฟิล์ม PVC (ชุดควบคุม) เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส นาน 21 วัน พบว่า วิธีผสมผสานสามารถชะลอการสูญเสียน้ำหนัก การเปลี่ยนแปลงค่าสี (a*) การอ่อนนุ่ม เปอร์เซ็นต์การเกิดโรค นอกจากนี้การให้วิธีผสมผสานสามารถเพิ่มปริมาณแคลเซียมภายในผล วิตามินซี ตัวต้านออกซิเดชัน และแอนโทไซยานิน เมื่อเทียบกับชุดควบคุม อย่างไรก็ตามการให้วิธีผสมผสานไม่มีผลต่อ คะแนนทางประสามสัมผัส ค่าสี (L* และ b*) ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ และปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ นอกจากนี้ภายในถุงที่บรรจุผลหม่อนทั้งสองระยะที่ได้รับวิธีผสมผสาน มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มาก และปริมาณเอทิลีนน้อยกว่าภายในบรรจุภัณฑ์ของชุดควบคุม ดั้งนั้นการให้แคลเซียม ร่วมกับ UV-C นาน 10 นาที และบรรจุในถุง LPDE สามารถชะลอการเสื่อมสภาพ และการสูญเสียคุณภาพภายหลังการเก็บเกี่ยวของหม่อนผลสดดีที่สุด