ประสิทธิภาพการใช้สารแคลเซียมคลอไรด์และโบรอนก่อนการเก็บเกี่ยวร่วมกับการใช้สารเมทิลจัสโมเนทและสารกรดอะซิติลซาลิไซลิคหลังการเก็บเกี่ยวต่อการลดอาการไส้สีน้ำตาลในสับปะรดที่ผ่านการฉายรังสีแกมมา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ถึงแม้ประเทศไทยผลิตและส่งออกสับปะรดมากเป็นอันตับต้นๆของโลก แต่การส่งออกเกือบทั้งหมดอยู่ในรูปผลิตภัณฑ์ เนื่องจากสับปะรดผลสดเกิดอาการไส้สีน้ำตาลง่ายในระหว่างการเก็บรักษาและขนส่ง นอกจากนี้การส่งออกไปหลายประเทศต้องผ่านการฉายรังสีแกมมาเพื่อควบคุมโรคและแมลง ส่งผลให้เกิดอาการไส้สีน้ำตาลรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาการฉีดพ่นสารแคลเซียมคลอไรด์และโบรอน (Ca) ในระหว่างการพัฒนาของผลในแปลงปลูก ร่วมกับการจุ่มผลสับปะรดด้วยเมทิลจัสโมเนท (Me) หรือกรดซาลิไซลิค (SA) หลังการเก็บเกี่ยว เพื่อลดการเกิดไส้สีน้ำตาลในผลสับปะรดในระหว่างการเก็บรักษาหรือหลังการฉายรังสีแกมมา โดยทำการฉีดพ่นแคลเซียมคลอไรด์ปริมาณ 1.5 กรัม/ต้น และโบรอน 0.4 % ในระหว่างการพัฒนาผลทุก 2 สัปดาห์ จนกระทั่งเก็บเกี่ยว นำผลที่เก็บเกี่ยวมาจุ่มในสารเมทิลจัสโมเนทเข้มข้น 0.5 mM นาน 10 นาที หรือสารกรดซาลิไซลิคเข้มข้น 5 mM นาน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95% ผลสับปะรดที่ทำ pre และ postharvest treatments เริ่มเกิดอาการไส้สีน้ำตาล 10 วัน หลังการเก็บรักษา โดยอาการไส้สีน้ำตาลจะชัดมากขึ้นเมื่อย้ายมาวางไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส นาน 2 วัน การใช้สารเคมีชะลอการเกิดอาการไส้สีน้ำตาล การเปลี่ยนแปลงสีเนื้อ สีเปลือก ลดกิจกรรมเอนไซม์ PPO ในผลสับปะรด แต่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณกรดแอสคอร์บิค ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ และปริมาณกรดอินทรีย์ โดยการฉีดพ่นสาร Ca ในแปลงปลูกลดการเน่าของสับปะรดระหว่างการเก็บรักษาได้ดีกว่าผลที่ไม่ได้รับ Ca เมื่อนำผลสับปะรดที่ได้รับสาร Ca และจุ่มสาร Me หรือ SA ไปฉายรังสีแกมมา 400 เกรย์ (บรรจุ 6 ผล/กล่องกระดาษลูกฟูก) ก่อนการเก็บรักษา พบว่าการฉายรังสีแกมมากับสับปะรดทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านการฉีดพ่นสาร Ca และจุ่มสาร Me และ SA ทำให้เกิดอาการไส้สีน้ำตาล เปลือกผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล 5 วัน หลังการเก็บรักษา การฉายรังสีแกมมาส่งผลให้สับปะรดมีปริมาณสารประกอบฟีนอล และกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระลดต่ำลง แต่มีกิจกรรมเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดส (PPO) สูงกว่าสับปะรดที่ไม่ผ่านการฉายรังสี แต่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ ปริมาณกรดอินทรีย์ และกรดแอสคอร์บิค ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงการใช้สารทั้งก่อนเก็บเกี่ยว (Ca) และภายหลังการเก็บเกี่ยว (Me และ SA) ไม่สามารถลดความรุนแรงของอาการไส้สีน้ำตาลจากการฉายรังสีแกมมาได้ แต่ช่วยลดความรุนแรงได้ดีในผลที่ไม่ฉายรังสี สับปะรดที่ได้รับสาร Ca Me SA ที่ไม่ได้ฉายรังสีแกมมามีแนวโน้มในการรักษาคุณภาพของสับปะรดปัตตาเวียได้เป็นเวลา 10 วัน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งออกผลสับปะรดสดไปยังประเทศในแถบเอเซียที่ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการฉายรังสีได้ ทั้งนี้ในการวิจัยนี้ใช้เวลานาน 8 วัน ตั้งแต่เก็บเกี่ยวผล (แล้วนำผลมาเก็บรักษาก่อนเพื่อรอคิวฉายรังสี) จุ่มสารต่างๆ จนสิ้นสุดถึงการฉายรังสีแกมมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของสารต่างๆ ในลดอาการไส้สีน้ำตาล และรักษาคุณภาพของสับปะรด ดังนั้นหากสามารถลดระยะเวลาของการจัดการตั้งแต่การเก็บเกี่ยว จุ่มสาร จนสิ้นสุดกระบวนการฉายรังสีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1-2 วัน ก่อนนำไปขนส่งหรือเก็บรักษา อาจจะสามารถเห็นประสิทธิภาพของสาร Ca Me SA ต่อการลดอาการไส้สีน้ำตาลในสับปะรดปัตตาเวียได้ชัดเจนมากขึ้น