การลดความเสียหายของสับปะรดฉายรังสีแกมมาระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปัญหาที่สำคัญของการเก็บรักษาผลสับปะรดที่อุณหภูมิต่ำ คือ การเกิดไส้สีน้ำตาล และการฉายรังสีแกมมากระตุ้นให้อาการมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาการลดความเสียหายของสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียฉายรังสีแกมมาระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ โดยแบ่งออกเป็น 4 การทดลอง ดังนี้ การศึกษาผลของการใช้น้ำร้อนต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและเคมีของผลสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย ทำโดยนำผลสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมาจุ่มในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 35 50 และ 55 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 และ 5 นาที จากนั้นนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส นาน 28 วัน พบว่าการจุ่มน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที สามารถรักษาคุณภาพของ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียได้ดีที่สุด สามารถชะลอการเปลี่ยนแปลงสีเนื้อและสีเปลือก และลดการเกิดไส้สีน้ำตาล นอกจากนี้ยังมีผลช่วยลดการเกิดโรคได้ดีที่สุด แต่มีผลทำให้สับปะรดมีอัตราการหายใจ และการผลิตเอทิลีนสูง นอกจากนี้การใช้น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส นาน 3 หรือ 5 นาที มีผลช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสีเปลือก ปริมาณกรดที่ไตเตรทได้ (TA) และปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ (TSS) ได้ดีกว่าน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส การศึกษาผลของน้ำร้อน สารป้องกันกำจัดเชื้อรา และสารเคลือบผิวต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและเคมีของผลสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียฉายรังสีแกมมา โดยนำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมาจุ่มในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที หรือ จุ่มในสารกำจัดเชื้อราโพรคลอราช ความเข้มข้น 500 พีพีเอ็ม ที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที หรือ จุ่มน้ำร้อนอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที ก่อนการเคลือบผิวด้วย Sta-Fresh 7055 ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ผ่านการทำทรีตเมนต์ใดๆ จากนั้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกนำไปฉายรังสีแกมมา ปริมาณ 400-700 เกรย์ ส่วนอีกกลุ่มไม่ฉายรังสีแกมมา เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส นาน 28 วัน พบว่าทุกวิธีการทดลองทำให้สับปะรดเกิดอาการไส้สีน้ำตาลมากกว่าชุดควบคุม (สับปะรดที่ไม่ผ่านการทำทรีตเมนต์และไม่ฉายรังสีแกมมา) แต่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสีเปลือก สีเนื้อ ปริมาณ TA ปริมาณ TSS และปริมาณ TSS/TA นอกจากนี้การใช้น้ำร้อนร่วมกับการฉายรังสีแกมมาทำให้สับประรดมีอัตราการหายใจและการผลิตเอทิลีนสูงกว่าการใช้น้ำร้อนหรือการฉายรังสีแกมมาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการใช้น้ำร้อนเพียงอย่างเดียวมีผลช่วยลดการเกิดโรคของสับปะรดได้ดีที่สุด การศึกษาชนิดและความเข้มข้นของสารเคลือบผิวต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียฉายรังสีแกมมา โดยนำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมาเคลือบผิวด้วยสาร Sta-Fresh 7055 ความเข้มข้น 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์ และสารเคลือบ Gustec ความเข้มข้น 25 และ 50 มิลลิลิตรต่อลิตร เปรียบเทียบกับสับปะรดที่ไม่ผ่านการเคลือบผิว (ชุดควบคุม) เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลานาน 21 วัน พบว่าการใช้สารเคลือบผิวมีผลชะลอการเปลี่ยนแปลงสีเนื้อของสับปะรดฉายรังสีแกมมาได้ดีกว่าสับปะรดที่ไม่ผ่านการเคลือบผิว (ชุดควบคุม) และการใช้สารเคลือบผิว Gustec ความเข้มข้น 25 และ 50 มิลลิลิตรต่อลิตร ลดการเกิดไส้สีน้ำตาลได้ดีกว่าการใช้สารเคลือบผิว Sta-Fresh 7055 ความเข้มข้น 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามสับปะรดที่ไม่ผ่านการเคลือบผิว (ชุดควบคุม) มีการเกิดไส้สีน้ำตาลมากที่สุด นอกจากนี้สับปะรดเคลือบผิวด้วย Gustec ความเข้มข้น 25 มิลลิลิตรต่อลิตร ก่อนนำไปฉายรังสีแกมมา มีปริมาณ TA ลดลงมากที่สุด ในทางตรงกันข้ามส่งผลให้ปริมาณ TSS หรือ ปริมาณ TSS/TA เพิ่มขึ้น และสามารถลดการเกิดโรคของสับปะรดได้ดีที่สุด ในขณะที่การใช้สารเคลือบผิว Gustec ความเข้มข้น 50 มิลลิลิตรต่อลิตร ทำให้สับประรดมีอัตราการหายใจน้อยที่สุดอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษาผลของสารเคลือบผิวและอุณหภูมิในการเก็บรักษาต่อคุณภาพสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียฉายรังสีแกมมา โดยนำสับปะรดมาเคลือบผิวด้วย Gustec ความเข้มข้น 50 มิลลิลิตรต่อลิตรก่อนนำไปฉายรังสีแกมมา หรือไม่ฉายรังสีแกมมา แล้วเก็บที่อุณหภูมิ 5 และ 10 องศาเซลเซียส พบว่า ทุกทรีตเมนต์ไม่มีผลต่อการเกิดไส้สีน้ำตาล และการเกิดโรคของสับปะรด แต่มีผลช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงปริมาณ TA ปริมาณ TSS และ ปริมาณ TSS/TA และสับปะรดเคลือบผิวด้วย Gustec ความเข้มข้น 50 มิลลิลิตรต่อลิตร เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส มีการเปลี่ยนแปลงสีเนื้อและสีเปลือกของน้อยกว่าสับปะรดเก็บที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส นอกจากนี้การใช้สารเคลือบผิว Gustec สามารถลดการผลิตเอทิลีนของสับปะรดเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียสได้ ในทางตรงกันข้ามเมื่อย้ายสับปะรดออกมาวางที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส พบว่าการใช้สารเคลือบผิว Gustec ส่งผลให้สับปะรดฉายรังสีแกมมาเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส มีการหายใจสูงกว่าที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส