กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
นำเมล็ดลูกผสมสับปะรดสีสองคู่ผสมคือ Dyckia macedoi x Dyckia marnier-lapostollei และ Dyckia silverback x Dyckia marnier-lapostollei มาฉายรังสีแกมมาและอิเล็กตรอนบีมเพื่อหาปริมาณรังสีที่เหมาะสมในการเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ โดยการฉายรังสีแกมมาแบบ acute ด้วยเครื่องฉายรังสี Mark I ที่ปริมาณรังสี 0 50 100 150 200 250 และ 300 เกรย์ (อัตราปริมาณรังสี 12.58 เกรย์ต่อนาที) ณ ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์เทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรังสีอิเล็กตรอน ด้วยเครื่องฉายรังสีอิเล็กตรอนพลังงานสูง พลังงานที่ใช้ในการฉายต่ำที่สุดของเครื่องคือที่ 10 MeV และปริมาณรังสีต่ำสุดต่อการฉาย 1 รอบคือ 50 เกรย์ ที่ปริมาณรังสี 0 50 100 150 200 250และ 300 เกรย์ ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลังจากฉายรังสีนำเมล็ดไปฟอกฆ่าเชื้อและเพาะบนอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสูตร MS บันทึกข้อมูลจำนวนเมล็ดที่งอกหลังจากฉายรังสี 30 วัน และจำนวนต้นอ่อนที่รอดชีวิตที่ 60 วันหลังฉายรังสี พบว่ารังสีทั้ง 2 ชนิดมีผลต่อเปอร์เซ็นต์การงอกและเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตของต้นอ่อนของสับปะรดสีทั้งสองคู่ผสมโดยคู่ผสม Dyckia silverback x Dyckia marnier-lapostollei มีความไวต่อรังสีสูงกว่าคู่ผสม Dyckia macedoi x Dyckia marnier-lapostollei พบว่าปริมาณรังสีแกมมาแบบ acute ที่เหมาะสมในการเหนี่ยวนำให้กลายพันธุ์สำหรับทั้งสองคู่ผสม ควรอยู่ในช่วง 100-240 เกรย์ โดยพิจารณาจากค่า LD50(60) ที่ใกล้เคียงกันของทั้งสองคู่ผสม คือ 233 และ 240 เกรย์ตามลำดับ ส่วนการฉายรังสีอิเล็กตรอน พบว่าปริมาณรังสีที่ทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตของต้นอ่อนที่ 60 วันหลังฉายรังสีลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ (LD50(60)) ของคู่ผสม Dyckia macedoi x Dyckia marnier-lapostollei เท่ากับ 144 เกรย์ และ คู่ผสม Dyckia silverback x Dyckia marnier-lapostollei เท่ากับ 110 เกรย์ ดังนั้นปริมาณรังสีที่เหมาะสมสำหรับการฉายรังสีอิเล็กตรอนเพื่อเหนี่ยวนำให้กลายพันธุ์ควรใช้ปริมาณรังสีในช่วง 50-150 เกรย์