โครงการประเมินความเป็นพลเมืองของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การประเมินความเป็นพลเมืองของนักเรียน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ เจตคติ และพฤติกรรมด้านความเป็นพลเมืองของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมความเป็นพลเมืองของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการเก็บข้อมูลกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 150 โรงเรียน ทั่วประเทศ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เครื่องมือประเมินความเป็นพลเมืองของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบสำหรับนักเรียน ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 2) แบบสอบถามครู และ 3) แบบสอบถามผู้บริหารโรงเรียน โดยประเด็นการประเมินความเป็นพลเมืองของนักเรียน มีองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ 1) ความรู้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต 2) จิตสำนึกความเป็นพลเมือง 3) พฤติกรรมการมีส่วนร่วมในความเป็นพลเมือง 4) การรู้เท่าทันทางการเมือง 5) ความมีคุณธรรม/การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม ผลการประเมินความเป็นพลเมืองของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จาก 150 โรงเรียน รวมจำนวน 4,361 คน โดยพิจารณาค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากคะแนนเต็มในแต่ละแบบวัด ตามเกณฑ์ในการแปลความหมายคะแนนที่กำหนด สามารถสรุปได้ว่ากลุ่มตัวอย่างมีคุณลักษณะทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับที่น่าพอใจ 2 ด้าน อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จำนวน 1 ด้าน อยู่ในระดับต้องปรับปรุง จำนวน 2 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านจิตสำนึกความเป็นพลเมือง (ทั้งด้านจิตสำนึกความเป็นไทย และจิตสำนึกสากล) อยู่ในระดับที่น่าพอใจ (คะแนนที่ได้ร้อยละ 80 - 89) 2) ด้านการให้เหตุผลเชิงจริยธรรม (ทั้งด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่นในการทำงาน) อยู่ในระดับน่าพอใจ (คะแนนที่ได้ร้อยละ 80 - 89) 3) ด้านพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในความเป็นพลเมือง (ทั้งด้านการใช้สิทธิ์และปฏิบัติตามหน้าที่ที่มีต่อสังคม ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม และด้านการมีส่วนร่วมทางการเมือง) อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (คะแนนที่ได้ร้อยละ 60 - 79) 4) ด้านความรู้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต (ทั้งด้านการปฏิบัติตน ตามสิทธิเสรีภาพ และบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย และกฎหมายรัฐธรรมนูญ ด้านการประพฤติตนในฐานะพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และสังคมโลก ด้านการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลก และ การประพฤติตนตามค่านิยมที่ดีวัฒนธรรมไทย และเลือกรับวัฒนธรรมสากลอย่างสันติสุข ด้านอิทธิพลของสื่อสังคมสมัยใหม่ต่อการดำรงชีวิต และการใช้ประโยชน์ ตามกรอบกฎหมาย และการธำรง รักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย และด้านเข้าใจและประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดำรงชีวิต อย่างมีดุลยภาพ) อยู่ในระดับต้องปรับปรุง (คะแนนที่ได้ร้อยละ 30 - 59) 5) ด้านการรู้เท่าทันทางการเมือง (ทั้งด้านการตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองและข่าวสารทางการเมือง ด้านความเข้าใจในการเมืองและข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ด้านการวิเคราะห์การเมืองและข้อมูลข่าวสารทางการเมือง และด้านและการประเมินความน่าเชื่อถือของการเมืองและข้อมูลข่าวสารทางการเมือง) อยู่ในระดับต้องปรับปรุง (คะแนนที่ได้ร้อยละ 30 - 59) ซึ่งผลการประเมินคุณลักษณะดังกล่าวมีความสอดคล้องกันทั้งในการวิเคราะห์โดยภาพรวมของกลุ่มตัวอย่าง และวิเคราะห์จำแนกตามสังกัด โดยสังกัดที่มีค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าสังกัดอื่นๆ ในเกือบทุกคุณลักษณะของความเป็นพลเมืองคือ สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) รองลงมาคือ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ส่วนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยในลำดับที่ 3 ทุกด้าน ส่วนสังกัดที่มีค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าสังกัดอื่นๆ ในเกือบทุกคุณลักษณะของความเป็นพลเมือง คือเทศบาล หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของตัวแปรซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของคุณลักษณะความเป็นพลเมืองในด้านจิตสำนึกความเป็นพลเมือง พฤติกรรมการมีส่วนร่วมในความเป็นพลเมือง การรู้เท่าทันทางการเมือง ความรู้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และการให้เหตุผลเชิงจริยธรรม สามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า ตัวแปรส่วนใหญ่มีการแจกแจงของข้อมูลแบบเบ้ซ้ายเล็กน้อย (-3.83 Sk 0.72) และตัวแปรส่วนใหญ่มีค่าความโด่งมากกว่าโค้งปกติ (-1.46 Ku 15.30) นั่นแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตัวแปรเล็กน้อย และมีการกระจายของข้อมูลค่อนข้างน้อย จากการสอบถามผู้บริหารเกี่ยวกับลักษณะของหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง พบว่า ลักษณะของหลักสูตรส่วนมากเป็นหลักสูตรเน้นให้นักเรียนดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลก และการประพฤติตนตามค่านิยมที่ดีวัฒนธรรมไทย และเลือกรับวัฒนธรรมสากลอย่างสันติสุขมากที่สุด (ร้อยละ 89.33) รองลงมาเน้นให้นักเรียนประพฤติตนในฐานะพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตยเพื่อเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลก (ร้อยละ 86.67) และเน้นความเข้าใจและประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีดุลภาพ (ร้อยละ 84.00) ตามลำดับ ความเป็นอิสระในการบริหารของโรงเรียนจากการสอบถามผู้บริหารโรงเรียน พบว่า ส่วนใหญ่โรงเรียนมีอิสระเต็มที่ในการบริหารเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร (ร้อยละ 68.67) มากที่สุด รองลงมาการวางแผนการใช้หลักสูตรสถานศึกษา (ร้อยละ 64.67) และการจัดกิจกรรมนอกหลักสูตร (ร้อยละ 62.00) ตามลำดับ ความเป็นอิสระในการบริหารของโรงเรียนน้อย ได้แก่ การกำหนดแนวทาง/วิธีการประเมินครู (ร้อยละ 46.00) รองลงมาการกำหนดแนวทาง/วิธีการประเมินครู (ร้อยละ 50.00) ส่วนเรื่องที่ไม่มีอิสระได้แก่ การกำหนดเงินเดือนครู (ร้อยละ 42.67) จากการสอบถามครูเกี่ยวกับพฤติกรรมความเป็นพลเมืองของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ด้านจิตสำนึกความเป็นพลเมือง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ได้แก่ นักเรียนภูมิใจในความเป็นไทย (ร้อยละ 66.76) นักเรียนอนุรักษ์สืบสาน ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทย (ร้อยละ 60.37) นักเรียนดำรงตนตามอัตลักษณ์ของความเป็นไทย (ร้อยละ 53.99) นักเรียนยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม (ร้อยละ 63.03) และนักเรียนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม (ร้อยละ 64.10) ด้านการรู้เท่าทันการเมือง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการเมืองและข้อมูลข่าวสารทางการเมือง (ร้อยละ 62.50) นักเรียนเข้าใจในการเมืองและข้อมูลข่าวสารทางการเมือง (ร้อยละ 59.84) นักเรียนสามารถวิเคราะห์การเมืองและข้อมูลข่าวสารทางการเมือง (ร้อยละ 54.79) และนักเรียนสามารถประเมินความน่าเชื่อถือของการเมืองและข้อมูลข่าวสารทางการเมือง (ร้อยละ 52.93) ด้านการมีส่วนร่วมในความเป็นพลเมือง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ นักเรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม (เช่น การเป็นสมาชิกชมรม การทำงานด้วยจิตอาสาการร่วมแก้ปัญหาสังคม) (ร้อยละ 46.28) นักเรียนมีส่วนร่วมทางการเมือง (เช่น ติดตามข่าวสาร วิพากษ์วิจารณ์ เข้าร่วมชุนนุมตามที่กฎหมายให้สิทธิ) (ร้อยละ 48.67) ด้านความมีคุณธรรม ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ได้แก่ นักเรียนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีความเป็นพลเมืองดี ศรัทธา ยึดมั่นและปฏิบัติตนตามหลักศาสนา และเคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ (ร้อยละ 73.67) นักเรียนซื่อสัตย์สุจริต ประพฤติตรงตามความเป็นจริงต่อตนเองและผู้อื่นทั้งกาย วาจา และใจ (ร้อยละ 59.57) นักเรียนมีวินัย ประพฤติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ระเบียบข้อบังคับของครอบครัว โรงเรียน และสังคม (ร้อยละ 55.59) นักเรียนใฝ่เรียนรู้ มีความตั้งใจเพียรพยายามในการเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้และแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอก (ร้อยละ 49.73) และนักเรียนมุ่งมั่นในการทำงาน ตั้งใจและรับผิดชอบในหน้าที่การงาน และเพียรพยายามทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย (ร้อยละ 49.73) ความมั่นใจต่อวิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนของคุณครู พบว่า ส่วนใหญ่ครูค่อนข้างมั่นใจว่ามีการนำวิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนเหล่านี้มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แก่นักเรียนได้แก่ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (ร้อยละ 55.51) การทำงานเป็นกลุ่ม (ร้อยละ 52.91) การอภิปรายในชั้นเรียน (ร้อยละ 55.11) การเรียนการสอนโดยการสะท้อนคิด (Reflection) (ร้อยละ 53.68) การใช้บทบาทสมมติ (Role-playing) การใช้สถานการณ์จำลอง (ร้อยละ 51.57) การใช้สุนทรียสนทนา (Dialoguing) (ร้อยละ 48.68) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (ร้อยละ 48.31) กิจกรรมต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ (ร้อยละ 47.05) และกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสนับสนุนการเรียนการสอน (ร้อยละ 46.81) ตามลำดับ ส่วนการบรรยายในชั้นเรียนนั้นครูมีความมั่นใจค่อนข้างมาก (ร้อยละ 45.79) และค่อนข้างมั่นใจใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 44.61) ประเด็นที่โรงเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของ โรงเรียน พบว่า โรงเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมตัดสินใจในระดับปานกลาง ได้แก่ วิธีสอนในชั้นเรียน (ร้อยละ 45.54) เนื้อหาที่สอนในชั้นเรียน (ร้อยละ 41.27) กฎระเบียบของโรงเรียน (ร้อยละ 41.15) กิจกรรมพิเศษนอกหลักสูตร (ร้อยละ 46.52) กิจกรรมพิเศษนอกหลักสูตร ปานกลาง (ร้อยละ 46.52) และหนังสือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่นักเรียนใช้ในโรงเรียน (ร้อยละ 39.28) สำหรับกฎ กติกาในการอยู่ร่วมกันในชั้นเรียนนั้นโรงเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมตัดสินใจ มาก (ร้อยละ 61.21) ขณะที่การจัดตารางเรียนโรงเรียนไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (ร้อยละ 39.85) การใช้ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อประเมินผลตามวัตถุประสงค์ พบว่า ครูมีการใช้ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานของนักเรียนเพื่อประเมินผลตามวัตถุประสงค์ในระดับปานกลางและระดับมาก ในระดับปานกลางได้แก่ การจัดทำข้อมูลย้อนกลับให้นักเรียน (ร้อยละ 54.17) การให้นักเรียนได้คิดทบทวนเกี่ยวกับการเรียนของตัวเองด้วยตัวเอง (ร้อยละ 47.37) การให้นักเรียนได้คิดทบทวนเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวนักเรียนเอง (ร้อยละ 46.03) การระบุปัญหาและอุปสรรคในการเรียนของนักเรียน (ร้อยละ 51.08) การจัดทำข้อมูลย้อนกลับให้พ่อแม่ผู้ปกครองของนักเรียน (ร้อยละ 49.04) ส่วนมีการใช้ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานของนักเรียนเพื่อประเมินผลตามวัตถุประสงค์ในระดับมาก ได้แก่ การเตรียมการสอนบทเรียนต่อไป (ร้อยละ 66.34) และการพัฒนาการสอนของตนเอง (ร้อยละ 63.70) และการอธิบายจุดประสงค์การเรียนให้นักเรียนทราบ (ร้อยละ 61.95) ตามลำดับ ? ? ข้อเสนอเชิงนโยบาย ระดับรัฐบาล 1. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกกระทรวง รวมถึงปลัดกระทรวงทั้งหมด ร่วมกันสร้างเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) โดยการประกาศให้เป็นนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเป็นพลเมืองของคนไทย โดยใช้เครื่องมือทางการศึกษา 2 ทาง คือ (1) เป็นทางการ (Formal education) ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการโดยตรง (2) ไม่เป็นทางการ (Non formal education) ที่ทุกกระทรวงสามารถไปดำเนินการโดยผ่านโครงการฝึกอบรมต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว และเพิ่มเรื่องกาสร้างความเป็นพลเมืองเข้าไปในทุกโครงการ และกำหนดมาตรการการทำงาน งบประมาณ และการติดตามผล เพื่อให้ประเมินติดตาม และตรวจสอบ 2. รัฐบาลต้องสร้างนโยบายที่ก่อให้เกิดเจตจำนงร่วมกัน (General Will) โดยการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างความเป็นพลเมืองด้วยกันทั้งประเทศ รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง รวมทั้งโครงการต่างๆ ของรัฐบาล และเอกชน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 3. รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาคนไทยให้ยกระดับเป็นพลเมืองไทย ที่มีความรู้และเข้าใจเรื่องการเมือง กระทั่งมีความสามารถที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ เกิดเป็นวัฒนธรรมที่เห็นแก่สังคมส่วนรวม ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองหรือพวกพ้อง ระดับนโยบายของทุกกระทรวง รัฐมนตรีของทุกกระทรวงเห็นความสำคัญจำเป็นในการสร้างบุคลากรทุกคนให้มีค่านิยมร่วม “การทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีจิตอาสาทำเพื่อบ้านเมือง” โดยการสนับสนุนให้โครงการฝึกอบรมต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว และเพิ่มเรื่องการสร้างความเป็นพลเมืองเข้าไปในทุกโครงการ รวมทั้งกำหนดมาตรการการทำงาน งบประมาณ และการติดตามผล เพื่อให้มีการติดตาม ประเมิน และตรวจสอบ ต่อไป ระดับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ 1. กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง ในสถานศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา รวมทั้งสนับสนุนโครงการและงบประมาณ ในการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดวัฒนธรรมความเป็นพลเมืองในกระทรวงศึกษาธิการ และในทุกสถานศึกษา และกำหนดให้มีการติดตาม ประเมินผลเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง 2. ส่งเสริม สนับสนุนกลไกในการใช้ “มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561” เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพของคนไทยให้มีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การกำกับติดตาม การวัดประเมินผล และกำหนดให้การสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา 3. กำหนดแนวทางการดำเนินงานของแต่ละองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการที่ชัดเจนและจัดทำแผนปฏิบัติการ รวมทั้งการประสานงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเป็นพลเมือง 4. ประเมินผลหลักสูตรด้านความเป็นพลเมืองทุกระดับ และปรับปรุงหลักสูตรให้วิชาพลเมือง เป็นวิชาแกนกลางการพัฒนาการเรียนรู้ที่บูรณาการในทุกวิชา และการจัดการเรียนการสอนการสร้างความเป็นพลเมือง ไม่ควรเน้นหนักในการบรรยายเนื้อหาสาระจนเกินไป แต่จะต้องมีมุ่งเน้นการปฏิบัติในฐานะพลเมืองไทยพลโลก เช่น การร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนหรือชุมชนของตน ให้ผู้เรียนเข้าไปเรียนรู้ผ่านการกระทำ การใคร่ครวญ จนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 5. ส่งเสริม และพัฒนาผู้บริหารให้มีภาวะผู้นำ มีคุณลักษณะและพฤติกรรมเป็นต้นแบบของความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย 6. ส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเป็นพลเมืองทั้งในส่วนของผู้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และผู้ติดตามตรวจสอบการเรียนรู้เพื่อความเป็นพลเมือง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ปฏิบัติภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชนและการจัดการศึกษาในท้องถิ่นได้อย่างมีศักยภาพ ทั้งโดยการบริหารจัดการและปกครองดูแลประชาชนในท้องถิ่นภายใต้หลักธรรมาภิบาล 7. ส่งเสริมสนับสนุนองค์กร/สถาบันสังคมอื่นๆ ให้ดำรงบทบาทหน้าที่โดยการให้ความรู้ความเข้าใจ และเจตคติที่ดีขององค์กรและสถาบันที่มีต่อเด็ก เยาวชน และประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมให้สื่อมวลชนผู้เปรียบเสมือนครูผู้ให้ความรู้แก่ประชาชน 1) ดำรงตนบนพื้นฐานของจรรยาบรรณที่ดีงาม และ 2) มีบทบาทในการสร้างความเป็นพลเมือง 8. จัดให้มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้านพลเมืองอย่างต่อเนื่อง และนำไปปรับปรุงและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย และการไหลเวียนข้อมูลข่าวสารและความรู้ที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งในศตวรรษที่ 21 ระดับปฏิบัติ สถาบันการผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดให้นิสิต นักศึกษา ที่จะจบไปเป็นครูทุกวิชา และบุคลากรทางการศึกษา จะต้องผ่านการเรียนวิชารัฐศาสตร์พื้นฐานเพื่อความรู้ที่ถูกต้องในการนำเรื่องแง่มุมทางการเมือง การสร้างความเป็นพลเมือง มาจัดการเรียนการสอนหรือทำกิจกรรมในสถานศึกษา และส่งเสริมให้เกิดการผลิต พัฒนา และประเมินครู ที่มีสาระของการสร้างความเป็นพลเมืองทั้งระบบ หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษา 1. ส่งเสริม สนับสนุน กำกับ ติดตาม การจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองของสถานศึกษา ให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning participation เป็นสำคัญ และครูต้องเรียนรู้เรื่อง สุนทรียสนทนา (Dialogue) และกระบวนการเรียนรู้แบบสะท้อนความคิด ความรู้สึก (Reflection) ให้มากขึ้น ในการสอนความเป็นพลเมือง 2. ส่งเสริมให้เกิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษา ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้แบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 โดยยึดกระบวนการ Active learning participation เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการให้ผู้เรียนเข้าไปเรียนรู้ด้วยตนเอง จนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง 3. ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการเรียนรู้ในสังคมประชาธิปไตย มีความเป็นเจ้าของร่วมกัน ทั้งด้าน 1) การพัฒนาการเรียนรู้ และ 2) ด้านกายภาพ สถานศึกษาทุกสังกัดและประเภทการศึกษา 1. ต้องปรับกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยยึดกระบวนการ Active learning participation เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการให้ผู้เรียนเข้าไปเรียนรู้ด้วยตนเอง จนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าไปร่วมเรียน ร่วมรู้ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมพิจารณา คิดวิเคราะห์เจาะประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น (Learning by doing) อย่างจริงจัง เพราะความรู้ที่แท้จริง ก็คือ “ความรู้เกิดขึ้นได้ ได้จากการแก้ปัญหา” ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ความยากง่ายของประเด็นการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับช่วงวัยของผู้เรียน 2. ส่งเสริมกิจกรรมและให้ความรู้แก่ครอบครัว/พ่อแม่ผู้ปกครอง ให้เป็น 1) ครอบครัวที่จะเป็นผู้สร้างเยาวชนของชาติให้เป็นพลเมืองที่ดี และ 2) ให้มีความรู้ความเข้าใจ ทักษะ เจตคติและค่านิยมของการเป็นพลเมืองที่ดี เป็นต้นแบบในการดำรงชีวิตในวิถีประชาธิปไตย 3. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมและรวมตัวกันของสมาชิกในชุมชนให้เกิดความตระหนักและรับผิดชอบต่อท้องถิ่น ชุมชนและสังคมที่ดำรงอยู่