การวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินเครื่องมือวัดพฤติกรรมของพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยเพื่อสร้างแบบวัดพฤติกรรมของพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตยของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีจุดประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ 1. เพื่อศึกษาการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ 2. เพื่อศึกษาการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และ 3. เพื่อศึกษาความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดของแบบวัด โดยทำการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีแบบหลายขั้นตอนกำหนดโควต้า (Multistage Quota Random Sampling) กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพรายข้อ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory factor analysis) จำนวน 300 คน 2) กลุ่มตัวอย่างเพื่อนำมาทำการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) และทำการศึกษาความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัด จำนวน 300 คน ผลการวิเคราะห์ผู้วิจัยได้สร้าง และประเมินคุณภาพแบบวัดพฤติกรรมของพลเมืองดีในวิถีประชาธิปไตย จำนวน 3 แบบวัด ได้แก่ แบบวัดพฤติกรรมการมีคารวะธรรม แบบวัดพฤติกรรมการมีสามัคคีธรรม และแบบวัดพฤติกรรมการมีปัญญาธรรม ซึ่งแต่ละแบบวัดถูกสร้างขึ้นมาจำนวน 35 ข้อ เมื่อทำการวิเคราะห์คุณภาพรายข้อในแต่ละแบบวัดด้วยการหาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (t-ratio) และค่า item-total correlation พบผลการวิจัยความวัตถุประสงค์ดังนี้ ประการที่หนึ่ง แบบวัดพฤติกรรมการมีคารวะธรรม เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจทำให้พบ องค์ประกอบหลัก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเคารพบุคคล และสังคม จำนวน 7 ข้อ 2) การเคารพสิทธิผู้อื่น จำนวน 4 ข้อ และ 3) การเคารพชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จำนวน 3 4 ข้อ รวมทั้งสิ้น 15 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 51.50 เมื่อทำการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง ปรากฏว่าโมเดลกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และพบว่าแบบวัดนี้มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดล ปรากฏโดยสรุปว่า ไม่พบความแปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดในเชิงรูปแบบโมเดล (Form) และความไม่แปรเปลี่ยนของน้ำหนักองค์ประกอบ (LY) ตามเกรดเฉลี่ย สายการเรียน เพศ ประการที่สอง แบบวัดพฤติกรรมการมีสามัคคีธรรม เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจทำให้พบองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การติดตามเพื่อพัฒนา จำนวน 6 ข้อ 2) ความรับผิดชอบ จำนวน 4 ข้อ 3) การทำประโยชน์เพื่อส่วน รวมจำนวน 4 ข้อ และ 4) การวางแผนและร่วมกันทำ จำนวน 4 ข้อ รวมทั้งสิ้น 18 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 56.72 เมื่อทำการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง ปรากฏว่าโมเดลกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และพบว่าแบบวัดนี้มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดล ปรากฏโดยสรุปว่า ไม่พบความแปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดในเชิงรูปแบบโมเดล (Form) เกรดเฉลี่ย สายการเรียน และเพศ และความไม่แปรเปลี่ยนของน้ำหนักองค์ประกอบ (LY) ตามเกรดเฉลี่ย และเพศ ประการสุดท้าย แบบวัดพฤติกรรมการมีปัญญาธรรม เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจทำให้พบองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเปิดรับข่าวสาร จำนวน 5 ข้อ 2) การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา จำนวน 4 ข้อ 3) การวิเคราะห์ วิจารณ์ จำนวน 3 ข้อ และ 4) การแสดงความคิดเห็น จำนวน 3 ข้อ รวมทั้งสิ้น 15 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 58.10 เมื่อทำการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง ปรากฏว่าโมเดลกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และพบว่าแบบวัดนี้มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดล ปรากฏ โดยสรุปว่า ไม่พบความแปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดในเชิงรูปแบบโมเดล (Form) และความไม่แปรเปลี่ยนของน้ำหนักองค์ประกอบ (LY) ตามเกรดเฉลี่ย สายการเรียน และเพศ