Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2551

สมบัติทางฟิสิกส์ เคมี และเคมีเชิงฟิสิกส์ของแป้งลูกเดือย

มาศอุบล ทองงาม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2551

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ลูกเดือย (Coix lacryma-jobi Linn.) จัดเป็นธัญพืชที่เพาะปลูกกันมากในประเทศไทย จากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะสตาร์ชเป็นองค์ประกอบหลักของลูกเดือย ในงานวิจัยนี้จึงนำลูกเดือย 2 สายพันธุ์ที่มีในประเทศไทยมาผลิตแป้งและศึกษาสมบัติต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม จากการศึกษาพบว่า แป้งลูกเดือยทั้งสองสายพันธุ์มีสีน้ำตาลอ่อน เมื่อตรวจสอบลักษณะโครงสร้างผลึกพบว่าสตาร์ชลูกเดือยทั้งสองพันธุ์มีโครงสร้างผลึกแบบ A-type เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีพบว่า แป้งและสตาร์ชจากลูกเดือยพันธุ์เมล็ดขาว (WAF, WAS) มีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 13.28 และ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แป้งและสตาร์ชจากลูกเดือยพันธุ์เมล็ดดำ (BAF, BAS) มีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 14.88 และ 0.52 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ สำหรับปริมาณแอมิโลส พบว่า สตาร์ชจากลูกเดือยพันธุ์เมล็ดดำ(BAS) มีปริมาณแอมิโลสเท่ากับ 29.22 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สตาร์ชจากลูกเดือยพันธุ์เมล็ดขาว (WAS) มีปริมาณแอมิโลสเท่ากับ 11.55 เปอร์เซ็นต์ เมื่อตรวจสอบกำลังการพองตัวและร้อยละการละลาย พบว่าเมื่ออุณภูมิเพิ่มขึ้น แป้งและสตาร์ชลูกเดือยมีกำลังการพองตัวและร้อยละการละลายเพิ่มขึ้น สำหรับสมบัติด้านความหนืด พบว่า WAS มีค่าความหนืดสูงสุดและค่าเบรกดาวน์สูงกว่า BAS สำหรับค่าความหนืดสุดท้ายและค่าเซตแบค พบว่า BAS มีค่าสูงกว่าWAS เมื่อตรวจสอบช่วงอุณหภูมิ (To-Tp-Tc) และ เอนทัลปีของการเกิดเจลาทิไนเซชัน พบว่าแป้งลูกเดือยพันธุ์เมล็ดขาว (WAF) มีค่า 68.81-76.24-82.86 องศาเซลเซียส และ 8.93 จูลต่อกรัม ตามลำดับ ในขณะที่แป้งลูกเดือยพันธุ์เมล็ดดำ (BAF) มีค่าเท่ากับ 67.76-74.96-80.70 องศาเซลเซียส และ 6.08 จูลต่อกรัม เมื่อวิเคราะห์อุณหภูมิและพลังงานในการสลายโครงสร้างผลึกที่เกิดจากกระบวนการรีโทรเกรเดชัน เมื่อเก็บรักษาตัวอย่างเป็นระยะเวลา 21 วัน พบว่า แป้งและสตาร์ชจากลูกเดือยมีช่วงอุณหภูมิในการสลายโครงสร้างผลึกไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (42-64 องศาเซลเซียส) แต่แป้งและสตาร์ชลูกเดือยพันธุ์เมล็ดขาวต้องการพลังงานในการสลายโครงสร้างผลึกสูงกว่าแป้งและสตาร์ชลูกเดือยพันธุ์เมล็ดดำ ในงานวิจัยได้เติมซูโครสลงไปในระบบที่ความเข้มข้นต่างกัน (5-20 เปอร์เซ็นต์) พบว่า ซูโครสมีผลทำให้อุณหภูมิในการเปลี่ยนแปลงความหนืด ความหนืดสูงสุด ค่าความหนืดต่ำสุด และความหนืดสุดท้าย มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อความเข้มข้นซูโครสสูงขึ้น นอกจากนี้เมื่อพีเอชของสารละลายเปลี่ยนแปลง (3, 5, 7 และ 9) พบว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติด้านความหนืดของแป้งและสตาร์ชลูกเดือยลูกเดือย (Coix lacryma-jobi Linn.) จัดเป็นธัญพืชที่เพาะปลูกกันมากในประเทศไทย จากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าคาร์โบไฮเดรตโดยเฉพาะสตาร์ชเป็นองค์ประกอบหลักของลูกเดือย ในงานวิจัยนี้จึงนำลูกเดือย 2 สายพันธุ์ที่มีในประเทศไทยมาผลิตแป้งและศึกษาสมบัติต่างๆ เพื่อประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม จากการศึกษาพบว่า แป้งลูกเดือยทั้งสองสายพันธุ์มีสีน้ำตาลอ่อน เมื่อตรวจสอบลักษณะโครงสร้างผลึกพบว่าสตาร์ชลูกเดือยทั้งสองพันธุ์มีโครงสร้างผลึกแบบ A-type เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีพบว่า แป้งและสตาร์ชจากลูกเดือยพันธุ์เมล็ดขาว (WAF, WAS) มีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 13.28 และ 0.25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แป้งและสตาร์ชจากลูกเดือยพันธุ์เมล็ดดำ (BAF, BAS) มีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 14.88 และ 0.52 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ สำหรับปริมาณแอมิโลส พบว่า สตาร์ชจากลูกเดือยพันธุ์เมล็ดดำ(BAS) มีปริมาณแอมิโลสเท่ากับ 29.22 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สตาร์ชจากลูกเดือยพันธุ์เมล็ดขาว (WAS) มีปริมาณแอมิโลสเท่ากับ 11.55 เปอร์เซ็นต์ เมื่อตรวจสอบกำลังการพองตัวและร้อยละการละลาย พบว่าเมื่ออุณภูมิเพิ่มขึ้น แป้งและสตาร์ชลูกเดือยมีกำลังการพองตัวและร้อยละการละลายเพิ่มขึ้น สำหรับสมบัติด้านความหนืด พบว่า WAS มีค่าความหนืดสูงสุดและค่าเบรกดาวน์สูงกว่า BAS สำหรับค่าความหนืดสุดท้ายและค่าเซตแบค พบว่า BAS มีค่าสูงกว่าWAS เมื่อตรวจสอบช่วงอุณหภูมิ (To-Tp-Tc) และ เอนทัลปีของการเกิดเจลาทิไนเซชัน พบว่าแป้งลูกเดือยพันธุ์เมล็ดขาว (WAF) มีค่า 68.81-76.24-82.86 องศาเซลเซียส และ 8.93 จูลต่อกรัม ตามลำดับ ในขณะที่แป้งลูกเดือยพันธุ์เมล็ดดำ (BAF) มีค่าเท่ากับ 67.76-74.96-80.70 องศาเซลเซียส และ 6.08 จูลต่อกรัม เมื่อวิเคราะห์อุณหภูมิและพลังงานในการสลายโครงสร้างผลึกที่เกิดจากกระบวนการรีโทรเกรเดชัน เมื่อเก็บรักษาตัวอย่างเป็นระยะเวลา 21 วัน พบว่า แป้งและสตาร์ชจากลูกเดือยมีช่วงอุณหภูมิในการสลายโครงสร้างผลึกไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (42-64 องศาเซลเซียส) แต่แป้งและสตาร์ชลูกเดือยพันธุ์เมล็ดขาวต้องการพลังงานในการสลายโครงสร้างผลึกสูงกว่าแป้งและสตาร์ชลูกเดือยพันธุ์เมล็ดดำ ในงานวิจัยได้เติมซูโครสลงไปในระบบที่ความเข้มข้นต่างกัน (5-20 เปอร์เซ็นต์) พบว่า ซูโครสมีผลทำให้อุณหภูมิในการเปลี่ยนแปลงความหนืด ความหนืดสูงสุด ค่าความหนืดต่ำสุด และความหนืดสุดท้าย มีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อความเข้มข้นซูโครสสูงขึ้น นอกจากนี้เมื่อพีเอชของสารละลายเปลี่ยนแปลง (3, 5, 7 และ 9) พบว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติด้านความหนืดของแป้งและสตาร์ชลูกเดือย

คำสำคัญ

ลูกเดือยคุณสมบัติทางฟิสิกส์สมบัติทาง

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

สมบัติทางเคมี-กายภาพ และหน้าที่ของแป้งถั่วหรั่งและการประยุกต์ใช้

กมลทิพย์ เอกธรรมสุทธิ์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พ.ศ. 2553

การดัดแปรแป้งและสตาร์จากข้าวมีสีด้วยเทคโนโลยีพลาสมา

พิไลรัก อินธิปัญญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2560

ความหลากหลายทางพันธุกรรมและคุณสมบัติเคมีกายภาพของแป้งในข้าวเหนียวพันธ์พื้นเมืองที่สูงของประเทศไทย

ต่อนภา ผุสดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2561

การเตรียมและการศึกษาสมบัติทางเคมีกายภาพของแป้งถั่วเขียวดัดแปรไฮดรอกซีพรอพิลคาร์บอกซีเมทธิล

อรอนงค์ กิตติพงษ์พัฒนา ภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2552

คุณสมบัติเชิงเคมีฟิสิกส์และความสามารถในการย่อยแป้งในข้าวที่เตรียมสำหรับผลิตภัณฑ์โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย

คงศักดิ์ ศรีแก้ว คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พ.ศ. 2552

ผลขององค์ประกอบของแป้งข้าวต่อการดัดแปรเพื่อเป็นสารช่วยในผลิตภัณฑ์ชนิดกระจายตัวในช่องปาก

นภภัค ใจภักดี หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) พ.ศ. 2563

การจัดทำฐานข้อมูลเพื่อรวบรวมข้อมูลองค์ประกอบ โครงสร้างระดับโมเลกุล และคุณสมบัติเชิงฟังก์ชั่น (Functionality) ของสตาร์ชข้าวไทยเพื่อการวิจัยและอุตสาหกรรม

เมศยา ธิติศักดิ์สกุล หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) พ.ศ. 2563

ผลของสมบัติทางวิทยากระแสและกายภาพเคมีของสารผสมโพลีแซคคาไรด์กับแป้งมันสำปะหลังดัดแปรต่อระบบต้นแบบอาหารแช่แข็ง

ศิวัฒ ไทยอุดม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2557

การศึกษาคุณสมบัติทางเคมีกายภาพของแป้งเมล็ดบัว และการประยุกต์ใช้ในอาหาร

ปริญดา เพ็ญโรจน์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2560

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นกวยจั๊บอุบลเสริมข้าวไรซ์เบอรี่กึ่งสำเร็จรูป

จิตรา สิงห์ทอง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พ.ศ. 2561