การศึกษาการติดเชื้อ Necrotizing Hepatopancreatitis (NHP) ในกุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งก้ามกราม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษาในฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดพังงา ประเทศไทย ลูกกุ้งระยะ พี 10 ซึ่งผ่านการตรวจว่าปลอดเชื้อโรคไวรัสดวงขาว (WSSV) โรคไวรัสทอร่า (TSV) โรคไวรัสหัวเหลือง (YHV) และโรคไวรัสตัวพิการ (IHHNV) โดยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) ถูกนำมาปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินที่อัตราความหนาแน่น 90 ตัวต่อตารางเมตร จำนวน 5 บ่อ ในขณะที่ อีก 5 บ่อ ปล่อยลูกกุ้งที่อัตราวามหนาแน่น 120 ตัว ต่อตารางเมตร ความเค็มตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษาอยู่ในช่วง 20-30 พีพีที และไม่มีการใช้ยาปฏิชีวินะใด ๆ ทั้งสิ้น ตลอดช่วงการเลี้ยง เริ่มพบการติดเชื้อโรคตับอักเสบ (NHP) ในกุ้งตั้งแต่ช่วง 70-75 วัน หลังจากปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง ลักษณะของกุ้งที่ป่วยเป็นโรค NHP จะพบจุดสีขาวหรือสีดำตามลำตัว พบอาการเปลือกบาง ตับและตับอ่อนฝ่อ กุ้งจำนวนประมาณ 600 ตัว จะถูกสุ่มโดยใช้แหจากบริเวณต่าง ๆ กัน 3 จุด ในแต่ละบ่อ ที่เวลา 75 วัน และ 120 วัน หลังจากปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงเพื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ การติดเชื้อ NHP จากกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ผลที่ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่มีอัตราความหนาแน่นสูงที่สุด พบเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อสูงที่สุดเท่ากับ 30.2 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับ 21.4 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มที่มีอัตราความหนาแน่นน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ผลการศึกษาครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่ากุ้งที่เลี้ยงที่อัตราความหนาแน่นสูงมีผลต่อการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อตับอักเสบ (NHP) และมีผลทำให้กุ้งโตช้ากว่ากุ้งที่ติดเชื้อตับอักเสบและกุ้งปกติที่อยู่ในกลุ่มที่มีอัตราความหนาแน่นน้อยกว่า เชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้ซึ่งอยู่ภายในตับและตับอ่อนสร้างความเสียหายต่อท่อเซลล์เยื่อบุท่อตับทำให้กุ้งโตช้าและทยอยตายไปเรื่อย ๆ การศึกษาการถ่ายทอดเชื้อตับอักเสบ (NHP) ในกุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกรามในห้องปฏิบัติการพบว่ากุ้งขาวแวนนาไมที่ติดเชื้อทั้งหมดแสดงอาการของการติดเชื้อโรคตับอักเสบ (NHP) เห็นได้จากจุดขาวหรือจุดดำตามลำตัวและลักษณะตับและตับอ่อนฝ่อ การศึกษาทางพยาธิสภาพของกุ้งป่วยพบการเกิด granuloma ในตับและตับอ่อนเซลล์บุท่อตับและตับอ่อนมีขนาดเล็กลง ในขณะที่กุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกรามทั้งหมด มีชีวิตอยู่และไม่แสดงอาการการติดเชื้อตับอักเสบใด ๆ ทั้งสิ้น การศึกษาทางพยาธิสภาพของกุ้งทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็ไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามผลการตรวจการติดเชื้อโรคตับอักเสบ โดยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) พบการติดเชื้อ NHP ในตับและตับอ่อนของกุ้งตัวอย่างที่ทำการศึกษาในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรคตับอักเสบ (NHP) ควรมีการตรวจพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) ว่ามีการติดเชื้อ NHP ก่อนที่จะนำไปเพาะลูกกุ้ง นอกจากนี้ ควรมีการฆ่าเชื้อในน้ำเพื่อกำจัดพาหะของโรคที่อาจจะหลุดเข้ามาในบ่อเลี้ยงก่อนปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง การศึกษาครั้งนี้ทำการศึกษาในฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดพังงา ประเทศไทย ลูกกุ้งระยะ พี 10 ซึ่งผ่านการตรวจว่าปลอดเชื้อโรคไวรัสดวงขาว (WSSV) โรคไวรัสทอร่า (TSV) โรคไวรัสหัวเหลือง (YHV) และโรคไวรัสตัวพิการ (IHHNV) โดยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) ถูกนำมาปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินที่อัตราความหนาแน่น 90 ตัวต่อตารางเมตร จำนวน 5 บ่อ ในขณะที่ อีก 5 บ่อ ปล่อยลูกกุ้งที่อัตราวามหนาแน่น 120 ตัว ต่อตารางเมตร ความเค็มตลอดช่วงเวลาที่ทำการศึกษาอยู่ในช่วง 20-30 พีพีที และไม่มีการใช้ยาปฏิชีวินะใด ๆ ทั้งสิ้น ตลอดช่วงการเลี้ยง เริ่มพบการติดเชื้อโรคตับอักเสบ (NHP) ในกุ้งตั้งแต่ช่วง 70-75 วัน หลังจากปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง ลักษณะของกุ้งที่ป่วยเป็นโรค NHP จะพบจุดสีขาวหรือสีดำตามลำตัว พบอาการเปลือกบาง ตับและตับอ่อนฝ่อ กุ้งจำนวนประมาณ 600 ตัว จะถูกสุ่มโดยใช้แหจากบริเวณต่าง ๆ กัน 3 จุด ในแต่ละบ่อ ที่เวลา 75 วัน และ 120 วัน หลังจากปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงเพื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ การติดเชื้อ NHP จากกลุ่มทดลองทั้ง 2 กลุ่ม ผลที่ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่มีอัตราความหนาแน่นสูงที่สุด พบเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อสูงที่สุดเท่ากับ 30.2 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับ 21.4 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่มที่มีอัตราความหนาแน่นน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ผลการศึกษาครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่ากุ้งที่เลี้ยงที่อัตราความหนาแน่นสูงมีผลต่อการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อตับอักเสบ (NHP) และมีผลทำให้กุ้งโตช้ากว่ากุ้งที่ติดเชื้อตับอักเสบและกุ้งปกติที่อยู่ในกลุ่มที่มีอัตราความหนาแน่นน้อยกว่า เชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้ซึ่งอยู่ภายในตับและตับอ่อนสร้างความเสียหายต่อท่อเซลล์เยื่อบุท่อตับทำให้กุ้งโตช้าและทยอยตายไปเรื่อย ๆ การศึกษาการถ่ายทอดเชื้อตับอักเสบ (NHP) ในกุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกรามในห้องปฏิบัติการพบว่ากุ้งขาวแวนนาไมที่ติดเชื้อทั้งหมดแสดงอาการของการติดเชื้อโรคตับอักเสบ (NHP) เห็นได้จากจุดขาวหรือจุดดำตามลำตัวและลักษณะตับและตับอ่อนฝ่อ การศึกษาทางพยาธิสภาพของกุ้งป่วยพบการเกิด granuloma ในตับและตับอ่อนเซลล์บุท่อตับและตับอ่อนมีขนาดเล็กลง ในขณะที่กุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกรามทั้งหมด มีชีวิตอยู่และไม่แสดงอาการการติดเชื้อตับอักเสบใด ๆ ทั้งสิ้น การศึกษาทางพยาธิสภาพของกุ้งทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็ไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามผลการตรวจการติดเชื้อโรคตับอักเสบ โดยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) พบการติดเชื้อ NHP ในตับและตับอ่อนของกุ้งตัวอย่างที่ทำการศึกษาในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรคตับอักเสบ (NHP) ควรมีการตรวจพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (PCR) ว่ามีการติดเชื้อ NHP ก่อนที่จะนำไปเพาะลูกกุ้ง นอกจากนี้ ควรมีการฆ่าเชื้อในน้ำเพื่อกำจัดพาหะของโรคที่อาจจะหลุดเข้ามาในบ่อเลี้ยงก่อนปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยง