การศึกษาการติดเชื้อไวรัสซิกาในกลุ่มนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ของไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 31 และพาราลิมปิกครั้งที่ 15 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลเป็นประเทศที่พบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ทั้งนี้ องค์การ อนามัยโลกได้ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลบราซิล คณะกรรมการโอลิมปิกสากล และคณะกรรมการจัดงานในเมือง ริโอปี 2016 เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสชิกาของนักกีฬาและผู้เข้าชมการแข่งขัน งานวิจัยนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราการติดเชื้อไวรัสชิกาในกลุ่มทีมนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยที่ เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 5 - 21 สิงหาคม 2559 และพาราลิมปิกครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 7 - 18 กันยายน2559 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลศึกษาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสซิกาที่พบใน ผู้ติดเชื้อรวมทั้งศึกษาความเสี่ยงและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผลการวิจัยพบว่าการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซิกาด้วยวิธี Real-time PCR จากปัสสาวะ ในกลุ่มนักกีฬาเจ้าหน้าที่นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่เดินทางไปร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปีกจำนวน 125 คน และ พาราลิมปิกจำนวน 114 คน ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสชิกา การเฝ้าระวังการป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสชิกา ผลการติดตาม ทั้งวันที่ 0 วันที่ 3 วันที่ 7 และวันที่ 14 พบว่าไม่มีอาการตามนิยามส่วนอาการป่วยที่อาจ เกี่ยวข้องกับซิกาพบเพียงเล็กน้อย โดยพบอาการผืนในกลุ่มอาสาสมัครมากที่สุด รองลงมาคือ อาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อและอาการปวดศีรษะ(1.26%, 2.09%, 0.42% ตามลำดับ) ทั้งนี้ ไม่พบว่าอาสาสมัครมีอาการ ไข้ ปวดข้อ และตาแดง ในส่วนของประวัติเสี่ยงอื่นๆ ไม่พบผู้ตั้งครรภ์และผู้ที่มีความผิดปกติทางระบบประสาท รวมทั้งไม่พบประวัติใกล้ชิดกับผู้มีอาการป่วยคล้ายโรคซิกาส่วนพฤติกรรมเสี่ยงพบว่าส่วนใหญ่ได้ออกนอกเขต หมู่บ้านนักกีฬาแต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันไม่เคยอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีไข้หรือออกผื่นไม่เคยถูกยุงกัด และอาสาสมัครมากกว่าครึ่งใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองเป็นประจำ สรุปและข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ เมื่อมีการป้องกันตนเอง และลดพฤติกรรมเสี่ยง จะทำให้ ป้องกันการติดเชื้อไวรัสชิกาได้ และควรนำผลการวิจัยที่ได้ มาจัดทำเป็นรูปแบบในการเฝ้าระวัง ป้องกันและ ควบคุมโรค และพัฒนาระบบดูแลสุขภาพของนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ในการแข่งขันครั้งต่อไป หรือนำไป ประยุกต์ใช้ในพื้นที่หรือกลุ่มประชากรอื่นในอนาคต