Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2559

การติดตามและประเมินการพัฒนาการศึกษาเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมของคนไทย

เกื้อกูล ชั่งใจ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พ.ศ. 2559

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บทสรุปผู้บริหาร การติดตามและประเมินการส่งเสริมค่านิยมของคนไทย ค่านิยม 12 ประการ เป็นนโยบายของรัฐที่ประกาศให้คนไทยยึดเป็นหลักปฏิบัติในปี พ.ศ. 2557 ได้แก่ 1) มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2) ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม 3) กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ 4) ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษา เล่าเรียน ทั้งทางตรงและทางอ้อม 5) รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม 6) มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน 7) เข้าใจ เรียนรู้การเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 8) มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักเคารพผู้ใหญ่ 9) มีสติ รู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 10) รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 11) เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป ตามหลักศาสนา และ 12) คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและต่อชาติมากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง การติดตามและประเมินการส่งเสริมค่านิยมของคนไทยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 6 ประการ คือ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดค่านิยม 12 ประการ และดัชนีค่านิยม 12 ประการ สำหรับนักเรียนและนักศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา 2) เพื่อวิเคราะห์ระดับการรับรู้ค่านิยม 12 ประการ และพฤติกรรมตามค่านิยม 12 ประการ ของนักเรียนและนักศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา 3) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการนำนโยบายค่านิยม 12 ประการของผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติไปสู่การปฏิบัติ 4) เพื่อวิเคราะห์วิธีการส่งเสริมค่านิยมของสถานศึกษาตามนโยบายค่านิยม 12 ประการ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา 5) เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานด้านการส่งเสริมค่านิยม 12 ประการตามนโยบายรัฐบาล และ 6) เพื่อจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานการส่งเสริมค่านิยมของคนไทยให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงประเมิน (evaluation research) มีการศึกษาเชิงปริมาณโดยใช้การสำรวจด้วยแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์ระดับค่านิยมของนักเรียนและนักศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลในระดับมหภาค และการศึกษาเชิงคุณภาพโดยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกรณีศึกษา (site visit) การสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม (focus group) จากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการอธิบายผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมนโยบายค่านิยมของผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ตัวอย่างวิจัยในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้) รวมทั้งพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และครอบคลุมทั้ง 3 บริบททางการศึกษา (ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา) โดยกลุ่มที่ 1 นักเรียนและนักศึกษามีผู้ให้ข้อมูลจำนวน 7,099 คน กลุ่มที่ 2 ครูอาจารย์จำนวน 3,123 คน และกลุ่มที่ 3 ผู้ปกครองจำนวน 1,940 คน รวมจำนวนตัวอย่างทั้งหมด 12,162 คน สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ตลอดจนปัจจัยความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และการกำหนดแนวทางการส่งเสริมค่านิยมตามนโยบายของรัฐได้ใช้การจัดประชุมสนทนากลุ่มจากผู้เกี่ยวข้อง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับสถานศึกษา มีการจัดการสนทนากลุ่มทั้งหมด 41 กลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 257 คน และมีการเก็บข้อมูลโดยการตรวจเยี่ยมพื้นที่ภาคสนามในโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวน 5 จังหวัด ๆ ละ 15-16 แห่ง รวม 79 แห่ง สรุปผลการวิจัย 1. เครื่องมือวัดการรับรู้ค่านิยม 12 ประการ 1.1 เครื่องมือวัดค่านิยม 12 ประการ เป็นแบบตรวจสอบรายการ (checklist) สำหรับวัดค่านิยมแต่ละด้าน ๆ ละ 3 ตัวบ่งชี้ รวม 36 ตัวบ่งชี้ แบบตรวจสอบรายการสำหรับวัดค่านิยม 12 ประการ มีสองฉบับ คือ ฉบับยาว มีข้อรายการจำนวน 144 ข้อ ฉบับสั้น มีข้อรายการจำนวน 36 ข้อ 1.2 แบบตรวจสอบรายการฉบับยาว ประกอบด้วยชุดของข้อรายการที่แสดงพฤติกรรมของผู้เรียนภายใต้แต่ละตัวบ่งชี้ โดยแต่ละตัวบ่งชี้มีข้อรายการ 4 ข้อ ซึ่งมีความเข้ม 4 ระดับ เรียงจากพฤติกรรมที่สามารถแสดงออกได้ง่ายซึ่งเป็นการกระทำตามกฎเกณฑ์ที่ถูกหล่อหลอมมา (ระดับ 1 = ข้อ 1) ไปหาพฤติกรรมที่แสดงออกได้ยาก เป็นการกระทำที่มุ่งเน้นให้เกิดผลประโยชน์กับสังคมหรือประเทศชาติ (ระดับ 4 = ข้อ 4) ข้อรายการในแบบตรวจสอบรายการฉบับยาวมีจำนวนทั้งหมด 144 ข้อ 1.3 แบบตรวจสอบรายการฉบับสั้น ประกอบด้วยชุดของข้อรายการที่แสดงพฤติกรรมของผู้เรียนภายใต้แต่ละตัวบ่งชี้ จัดทำขึ้นเพื่อวัดพฤติกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย (ตามระดับการศึกษา) โดยมีข้อรายการแสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันตามระดับความเข้มของการแสดงพฤติกรรม ทั้งนี้ แบบตรวจสอบรายการฉบับสั้นสำหรับผู้เรียนแต่ละระดับการศึกษาจะคัดเลือกข้อรายการเพียงข้อเดียวจากข้อรายการทั้งหมด 4 ข้อ ภายใต้ตัวบ่งชี้นั้น ๆ (1) ฉบับระดับประถมศึกษา ประกอบด้วยข้อรายการแสดงพฤติกรรมระดับต่ำสุดคือระดับ 1 ภายใต้ตัวบ่งชี้ค่านิยมแต่ละด้านซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผู้เรียนปฏิบัติได้ตามกฎเกณฑ์ที่ได้รับการอบรม หล่อหลอมมา (2) ฉบับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วยข้อรายการแสดงพฤติกรรมระดับ 2 ภายใต้ตัวบ่งชี้ค่านิยมแต่ละด้านซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่คาดหวังให้ผู้เรียนปฏิบัติได้มากกว่าระดับที่ 1 (3) ฉบับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกอบด้วยข้อรายการแสดงพฤติกรรมระดับ 3 ภายใต้ตัวบ่งชี้ค่านิยมแต่ละด้านซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่คาดหวังให้ผู้เรียนปฏิบัติได้มากกว่าระดับที่ 1 และ 2 (4) ฉบับระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)/อุดมศึกษา ประกอบด้วยข้อรายการแสดงพฤติกรรมระดับ 4 ภายใต้ตัวบ่งชี้ค่านิยมแต่ละด้านซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่คาดหวังให้ผู้เรียนปฏิบัติได้มากกว่าระดับที่ 1, 2 และ 3 เป็นพฤติกรรมที่เป็นการกระทำมุ่งให้เกิดประโยชน์กับสังคมและประเทศชาติ 1.4 เครื่องมือวัดค่านิยม 12 ประการ มีคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ฉบับยาวมีค่าความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในระหว่าง .971-.987 และฉบับสั้นมีค่าความเที่ยงระหว่าง .888 - .988 1.5 สำหรับดัชนีค่านิยม 12 ประการ ที่พัฒนาขึ้นมีค่าระหว่าง 0-1 เกณฑ์การประเมินค่านิยม 12 ประการ มี 2 ประเภท คือ เกณฑ์สัมบูรณ์ ซึ่งกำหนดจุดตัดพฤติกรรมตามค่านิยมออกเป็น 3 ระดับ ระดับดี พอใช้ และไม่ผ่าน และเกณฑ์สัมพัทธ์ใช้การหาปกติวิสัย (norm) โดยใช้ตำแหน่งเปอร์เซ็นต์ไทล์ 1.6 โดยเฉลี่ย ดัชนีค่านิยมของผู้เรียนมีค่าอยู่ระหว่าง .68 - .85 ทั้งนี้ ค่าดัชนีของนักศึกษาช่วงวัยผู้ใหญ่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (.85) รองลงมา ได้แก่ ช่วงวัยรุ่นตอนปลาย (.83) ช่วงวัยรุ่นตอนต้น (.80) และช่วงวัยเด็ก (.68) ตามลำดับ โดยเฉลี่ยทุกช่วงวัย ดัชนีค่านิยมของเพศหญิงสูงกว่าเพศชาย 2.ระดับการรับรู้และประพฤติตามค่านิยม 12 ประการของผู้เรียน 2.1 การรับรู้ค่านิยม 12 ประการ 2.1.1 ผู้เรียนส่วนใหญ่รู้จักค่านิยม 12 ประการ (ร้อยละ 94.69) ประมาณร้อยละ 47.62 สามารถจำค่านิยมได้ทุกข้อ และประมาณร้อยละ 48 จำได้เพียงบางข้อ 2.1.2 ผู้เรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 89 เห็นว่าต้องปฏิบัติตามค่านิยม 12 ประการ ในระดับปานกลางขึ้นไป 2.1.3 ผู้เรียนร้อยละ 25 คิดว่าการปฏิบัติตามค่านิยมเป็นเรื่องยาก นอกนั้นคิดว่าปฏิบัติได้ไม่ยาก 2.1.4 ผู้เรียนร้อยละ 79 พยายามปฏิบัติตนให้ครบถ้วนตามค่านิยม 12 ประการ ในระดับน้อย 2.1.5 ในมุมมองของผู้เรียนประมาณร้อยละ 84 เห็นว่าอาจารย์อบรมให้ผู้เรียนปฏิบัติตนให้ครบถ้วนตามค่านิยม 12 ประการ ในระดับน้อย 2.1.6 ในมุมมองของผู้เรียนประมาณร้อยละ 78 เห็นว่าผู้ปกครองอบรมให้ผู้เรียนปฏิบัติตนตามค่านิยม 12 ประการ ในระดับน้อย 2.1.7 ผู้เรียนประมาณร้อยละ 64 ให้ข้อมูลว่าแหล่งข้อมูลที่ทำให้ตนเองรู้จักค่านิยม 12 ประการมากที่สุด คือ จากสถานศึกษา 2.2 การรับรู้เกี่ยวกับความยึดมั่นและปฏิบัติตามค่านิยม 12 ประการ 2.2.1 โดยเฉลี่ยผู้เรียนทุกระดับการศึกษาประเมินตนเองว่ามีความยึดมั่นในค่านิยม 12 ประการ ด้านที่ 1 ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และด้านที่ 3 กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ สูงกว่าค่านิยมด้านอื่น 2.2.2 พฤติกรรมตามค่านิยมด้านที่ 1 ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และด้านที่ 3 กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ของผู้เรียนในทุกระดับชั้นมีค่าสูงกว่าค่านิยมด้านอื่น และสอดคล้องกับการรับรู้ของครู อาจารย์ และผู้ปกครอง 2.2.3 นักเรียนประถมศึกษาร้อยละ 65 มีพฤติกรรมตามค่านิยม 12 ประการ ในระดับดี ในขณะที่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีค่านิยมระดับดีมีประมาณร้อยละ 60 2.2.4 ความยึดมั่นในค่านิยมของตนเอง การรับรู้เกี่ยวกับค่านิยมของตนเอง และความยึดมั่นในค่านิยมของชุมชน สามารถอธิบายระดับพฤติกรรมตามค่านิยม 12 ประการของผู้เรียนได้ร้อยละ 12 2.2.5 ในการวิจัยนี้ได้จัดกลุ่มค่านิยม 12 ประการออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ปัจจัยแรงผลักดัน ปัจจัยหล่อเลี้ยง ปัจจัยเหนี่ยวรั้ง และปัจจัยสนับสนุนตามแนวคิดของ ศ.ดร. ไกรยุทธ ธีรตยาคีนันท์ หากพิจารณาเฉพาะพฤติกรรมที่เหมาะสมตามช่วงวัย พบว่านักเรียนระดับประถมศึกษามีพฤติกรรมระดับดีในทุกปัจจัย ส่วนระดับมัธยมศึกษามีพฤติกรรมระดับดีในปัจจัยหล่อเลี้ยง และปัจจัยสนับสนุน ส่วนกลุ่มระดับ ปวส. และปริญญาตรี ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยใด พบว่ามีพฤติกรรมต่ำกว่าระดับดี 2.3 พฤติกรรมตามค่านิยม 12 ประการ ของผู้เรียน ภายใต้ค่านิยมแต่ละด้าน ตัวบ่งชี้แต่ละตัวมีข้อรายการแสดงพฤติกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติจำนวน 3 ข้อ คิดเป็นคะแนนเต็ม 3 คะแนน ในการวิจัยนี้ได้กำหนดเกณฑ์การประเมินผู้เรียนที่ถือว่ามีพฤติกรรมระดับดีจะต้องมีพฤติกรรมตามข้อรายการครบถ้วนทุกข้อในแต่ละค่านิยม ผลการประเมินพฤติกรรมตามค่านิยม 12 ประการของผู้เรียนจากแบบตรวจสอบรายการ (ฉบับสั้น) ในแต่ละระดับการศึกษา 2.3.1 โดยภาพรวม ผู้เรียนมีพฤติกรรมที่เหมาะสมตามช่วงวัยในระดับสูง (ได้คะแนนเต็มทุกข้อ คือ 36 คะแนน) มีประมาณร้อยละ 57 2.3.2 กลุ่มผู้เรียนที่แสดงพฤติกรรมตามค่านิยมได้เหมาะสมตามช่วงวัย พบว่าร้อยละของผู้เรียน ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีพฤติกรรมตามค่านิยมในระดับสูงจะมีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มผู้เรียน ในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา - กลุ่มประถมศึกษา มีประมาณร้อยละ 65 - กลุ่มมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย มีประมาณร้อยละ 56 และ 60 ตามลำดับ - กลุ่มอาชีวศึกษา ปวช. และ ปวส. มีประมาณร้อยละ 55 และ 51 ตามลำดับ - กลุ่มอุดมศึกษา มีประมาณร้อยละ 52 2.3.3 ผู้เรียนระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประมาณร้อยละ 85 และร้อยละ 80 มีพฤติกรรมตามค่านิยมที่ 3 ความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูอาจารย์ ในระดับสูงมาก สำหรับค่านิยมด้านที่ 1 ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พบว่าผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นประมาณร้อยละ 83 มีพฤติกรรมตามค่านิยมอยู่ในระดับสูง ส่วนระดับการศึกษาอื่นสัดส่วนของผู้เรียนที่มีพฤติกรรมตามค่านิยมแต่ละด้านในระดับสูงมีไม่ถึงร้อยละ 80 2.3.4 โดยเฉลี่ยรวมทุกระดับการศึกษา ผู้เรียนไม่ถึงร้อยละ 60 มีพฤติกรรมตามค่านิยมด้านที่ 10 รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ประมาณร้อยละ 56) และค่านิยมด้านที่ 5 รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม (ประมาณร้อยละ 57) 3. กระบวนการนำนโยบายค่านิยม 12 ประการสู่การปฏิบัติ 3.1 การส่งมอบและรับนโยบายค่านิยม 12 ประการ 3.1.1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่งมอบนโยบายโดยใช้การออกหนังสือราชการเกี่ยวกับแนวปฏิบัติค่านิยมหลัก 12 ประการไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ตามลำดับ โดยให้สถานศึกษาบูรณาการค่านิยม 12 ประการเข้ากับการจัดการเรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระ หรือบูรณาการ เข้ากับกิจกรรมของสถานศึกษา จากนั้นจะมีการติดตามจาก สพฐ. โดยผ่านคณะกรรมการติดตามงานร่วมกับการติดตามงานนโยบายอื่นๆ และยังมีการติดตามของเขตพื้นที่การศึกษาผ่านระบบการนิเทศ 3.1.2 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มอบหมายให้ศูนย์พัฒนากิจการนักศึกษาและศึกษานิเทศก์เป็นผู้รับมาดำเนินการ การขับเคลื่อนนโยบายจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาค สู่สถาบันอาชีวศึกษา ใช้วิธีการ 2 วิธี ได้แก่ 1) ประชุมชี้แจง และ 2) หนังสือสั่งการถึงสถานศึกษา นอกจากนี้หน่วยศึกษานิเทศก์มีการจัดทำคู่มือการบูรณาการค่านิยม 12 ประการเข้ากับการเรียนการสอนทุกรายวิชา สำหรับการติดตามผลการขับเคลื่อนค่านิยม 12 ประการเป็นหน้าที่ของศึกษานิเทศก์ทุกคนที่จะต้องไปดูแลติดตามหลายๆ นโยบายที่ขับเคลื่อน โดยติดตามผลพร้อมกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาค 3.1.3 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แจ้งที่ประชุมรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และผู้แทนในที่ประชุมมีหน้าที่ชี้แจงต่อในที่ประชุมอธิการบดีของมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน เพื่อกระจายนโยบายต่อ นอกจากนั้น สกอ. ขับเคลื่อนนโยบายสู่สถาบันอุดมศึกษาในลักษณะของการกำหนดเป็นมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ด้านที่ 1 ด้านคุณธรรมจริยธรรม และด้านที่ 4 ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลฯ สำหรับการติดตามผลการขับเคลื่อนนโยบายค่านิยม 12 ประการ จะเน้นผ่านทางการดูแลของกิจการนักศึกษาและมอบหมายให้มหาวิทยาลัยรายงานผลการดำเนินงานในเรื่องต่างๆ ส่งกลับมาให้ สกอ. 3.1.4 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขับเคลื่อนนโยบายค่านิยมโดยออกหนังสือราชการถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเกี่ยวกับเรื่องค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ เพื่อขอความร่วมมือจังหวัดให้แจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดการศึกษาทุกแห่งประชาสัมพันธ์ให้สถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องรับทราบ เพื่อดำเนินการตามนโยบาย จากนั้นผู้ว่าราชการจึงส่งหนังสือต่อไปถึงสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด(สถจ.) และสำนักงานเทศบาล ตามลำดับ โดยนายกเทศมนตรีจะส่งมอบงานให้กองการศึกษา สำนักงานเทศบาล เป็นผู้ดูแลให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเทศบาลดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้รับมา รวมถึงการกำกับติดตามผลการดำเนินงานและการรวบรวมรายงานผลการดำเนินงานของโรงเรียนเทศบาลในสังกัดเพื่อส่งกลับไปยัง สถจ. เพื่อรวบรวมส่ง สถ. ตามลำดับ 3.1.5 สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร รับทราบนโยบายค่านิยม 12 ประการ ของรัฐบาลจากสื่อต่าง ๆ โดยไม่ได้รับหนังสือราชการแจ้งมาจากหน่วยงานใด ๆ แต่สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร พิจารณาว่านโยบายค่านิยม 12 ประการ เป็นนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน จึงทำหนังสือราชการส่งไปยังสำนักงานเขตเพื่อขอความร่วมมือให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครดำเนินการส่งเสริมค่านิยมให้แก่ผู้เรียน โดยมีการกำกับติดตามการดำเนินงานจากศึกษานิเทศก์ของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนของสำนักงานเขตเป็นหน่วยงานที่ไม่มีศึกษานิเทศก์จึงไม่มีการกำกับติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา 3.2 ผลการขับเคลื่อนนโยบายค่านิยม 12 ประการ 3.2.1 ความชัดเจนของนโยบาย ผู้รับนโยบายเห็นว่านโยบายค่านิยม 12 ประการ มีความชัดเจนอยู่ในระดับดี โดยสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง (M = 2.63 จากคะแนนเต็ม 3 คะแนน) นโยบายสถานศึกษาสอดคล้องกับนโยบายค่านิยม 12 ประการ (M = 2.60) และนโยบายค่านิยม 12 ประการ มีความซ้ำซ้อนกับนโยบาย อื่น ๆ เช่น นโยบายคุณธรรม เป็นต้น (M = 2.49) 3.2.2 ความเข้าใจในนโยบาย ครูอาจารย์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายค่านิยม 12 ประการ อยู่ในระดับดี โดยครูอาจารย์รู้จักวิธีการส่งเสริมค่านิยม 12 ประการ (M = 2.58) เข้าใจแนวทางการส่งเสริมค่านิยม 12 ประการ (M = 2.57) และมีความรู้ความสามารถในการจัดกิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนตามนโยบายค่านิยม 12 ประการ 3.2.3 การเห็นความสำคัญของนโยบาย ครูอาจารย์เห็นความสำคัญของนโยบายค่านิยม 12 ประการ อยู่ในระดับดี โดยมีความคิดเห็นว่านโยบายค่านิยม 12 ประการ เป็นสิ่งที่เด็กไทยควรยึดถือปฏิบัติ (M = 2.73) การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีค่านิยม 12 ประการเป็นสิ่งสำคัญต่อประเทศชาติ (M = 2.73) สถานศึกษาควรให้ความสำคัญกับนโยบายค่านิยม 12 ประการ ครบทุกค่านิยม (M = 2.61) ทั้งนี้ยังพบว่าสถานศึกษาให้ความสำคัญกับนโยบายค่านิยม 12 ประการ มากกว่านโยบายอื่น (M = 2.52) 3.2.4 ความร่วมมือของครูอาจารย์และผู้ปกครองในการส่งเสริมค่านิยมแก่ผู้เรียน ครูอาจารย์และผู้ปกครองให้ความสำคัญกับการส่งเสริมค่านิยมทั้ง 12 ประการ อยู่ในระดับดี ผู้ปกครองมีความคิดเห็นว่าตนเองและสถานศึกษาปลูกฝังค่านิยม 12 ประการ ให้กับนักเรียนและนักศึกษาอยู่ในระดับดี ค่านิยมที่ครูอาจารย์และผู้ปกครองให้ความสำคัญมากกว่าข้ออื่น คือ ข้อ 3 กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และข้อ 1 ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 3.2.5 การยอมรับค่านิยมไปปฏิบัติ ครูอาจารย์ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษายอมรับนโยบายค่านิยม 12 ประการ อยู่ในระดับมาก แต่ครูอาจารย์ระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษายอมรับนโยบายค่านิยม 12 ประการ อยู่ในระดับน้อย 3.2.6 ความพร้อมของสถานศึกษาในการนำนโยบายค่านิยมไปปฏิบัติ สถานศึกษามีความพร้อมในการนำนโยบายไปปฏิบัติอยู่ในระดับดี (M = 2.63) และหลังการประกาศนโยบายค่านิยม 12 ประการของรัฐบาล พบว่าสถานศึกษาทุกระดับมีการส่งเสริมให้นักเรียนและนักศึกษามีพฤติกรรมตามค่านิยม 12 ประการ เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนประกาศนโยบาย 4. วิธีการส่งเสริมค่านิยมของสถานศึกษาตามนโยบายค่านิยม 12 ประการ วิธีการที่สถานศึกษาใช้ในการส่งเสริมค่านิยม 12 ประการให้กับนักเรียนและนักศึกษา มีหลายวิธี เช่น การบูรณาการกับการจัดการเรียนการสอน การจัดรายวิชาเฉพาะที่ส่งเสริมค่านิยม และการจัดกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาผู้เรียน ผลการตรวจเยี่ยมพื้นที่กรณีศึกษาทั้ง 79 แห่ง พบว่าสถานศึกษาที่มีการปฏิบัติดีมีวิธีการส่งเสริมค่านิยมแตกต่างจากสถานศึกษาที่มีการปฏิบัติปกติในเรื่องการจัดสภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกชั้นเรียนที่ส่งเสริมค่านิยม การประชาสัมพันธ์นโยบายค่านิยมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบ รวมทั้งการดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมค่านิยมให้แก่ผู้เรียน ตัวอย่างวิธีการส่งเสริมค่านิยมโดยการบูรณาการกับการจัดการเรียนการสอน เช่น การยกตัวอย่าง พระราชกรณียกิจ ข่าวสาร สถานการณ์บ้านเมือง เพื่อให้นักเรียนนำมาวิเคราะห์สภาพปัญหา หาแนวทางแก้ไข หรือการแสดงบทบาทสมมติและร่วมกันอภิปรายบทบาทของตัวละคร การเชื่อมโยงผลดีและผลเสียของค่านิยมกับการดำเนินชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ ซึ่งครูอาจารย์สามารถสอดแทรกการส่งเสริมค่านิยมในการจัดการเรียนการสอนได้ในทุกรายวิชา ตัวอย่างวิธีการส่งเสริมค่านิยมโดยการจัดรายวิชาเฉพาะที่ส่งเสริมค่านิยม เช่น สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. สอดแทรกการสอนค่านิยมในรายวิชาหน้าที่พลเมืองและวิชาประวัติศาสตร์ สถานศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานครและสังกัดเทศบาลสอดแทรกการสอนค่านิยมในหลักสูตรโตไปไม่โกง และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาสอดแทรกการสอนค่านิยมในรายวิชาการศึกษาทั่วไปเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) ตัวอย่างวิธีการส่งเสริมค่านิยมโดยการจัดกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาผู้เรียน เช่น โครงการธนาคารความดี การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย กิจกรรมปลูกพืชสำหรับโครงการอาหารกลางวัน โครงการส่งเสริมคนดีศรีอาชีวะ โครงการฝึกอาชีพร่วมกับหน่วยงานในโครงการพระราชดำริ การจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ตรงด้วยการลงมือปฏิบัติจริง และการปลูกฝังเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับนักศึกษา เป็นต้น 5. ปัจจัยความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน 5.1 ปัจจัยความสำเร็จในการส่งเสริมค่านิยม 12 ประการ ได้แก่ 1) ปัจจัยภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย ความสามารถในการบูรณาการนโยบายค่านิยม 12 ประการเข้ากับการดำเนินงานปกติของสถานศึกษา และการสนับสนุนส่งเสริมและการเห็นความสำคัญของค่านิยมอย่างจริงจังของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ปัจจัยภายนอกสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้ปกครองเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมในการปลูกฝังค่านิยมและการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ชุมชนและหน่วยงานอื่นให้การสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ ในการดำเนินงานส่งเสริมค่านิยม และสื่อมีการประชาสัมพันธ์ค่านิยมอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางที่หลากหลาย 5.2 ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานด้านการส่งเสริมค่านิยม 12 ประการ ได้แก่ 1) นโยบายค่านิยม 12 ประการยังไม่มีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน เนื่องจากค่านิยมมีความเป็นนามธรรมสูง และในค่านิยมเดียวกันมีค่านิยมหลายประการ 2) นโยบายค่านิยม 12 ประการ ยังไม่มีแนวทางการวัดและประเมินผล ที่ชัดเจน 3) หลายสถานศึกษามีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการจัดกิจกรรมส่งเสริมที่เพียงพอ 4) ผู้รับผิดชอบหลักในการพัฒนาส่งเสริมค่านิยมแก่ผู้เรียนไปยังเป็นสถานศึกษาในบางระดับการศึกษา เช่น ระดับอุดมศึกษา ยังได้รับการมีส่วนร่วมในการปลูกฝังค่านิยมจากผู้ปกครองน้อย 6. แนวทางการดำเนินงานการส่งเสริมค่านิยมของคนไทย 6.1 หน่วยงานระดับนโยบาย ควรทบทวนสาระในตัวนโยบายค่านิยม 12 ประการ การใช้วิธีการขับเคลื่อนนโยบายที่มีประสิทธิผล การกำหนดกรอบการดำเนินงานตามนโยบายให้ผู้รับนโยบายทุกระดับ การสร้างความชัดเจนในผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการดำเนินงานภายใต้แผนการดำเนินงานที่เป็นระบบ การกำหนดกรอบระยะเวลาการติดตามงานที่ทุกฝ่ายรับรู้ภายใต้ตัวบ่งชี้ที่ชัดเจน และมีเอกภาพ การส่งเสริมนโยบายให้มีความต่อเนื่อง 6.2 หน่วยงานระดับเขตพื้นที่ การกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามนโยบายค่านิยมที่ชัดเจน การใช้รูปแบบการขับเคลื่อนนโยบายที่มีประสิทธิผลเพื่อให้ผู้รับนโยบายมีความชัดเจนในผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการดำเนินงาน การส่งเสริมนโยบายค่านิยม 12 ประการ ในทุกระดับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง การกำกับติดตามการดำเนินงานโดยกำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม และมีการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง 6.3 หน่วยงานระดับปฏิบัติ การสร้างความตระหนักแก่ครูอาจารย์ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนและนักศึกษา การส่งเสริมการ บูรณาการค่านิยมในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้/มาตรฐานวิชาชีพ การส่งเสริมการทำวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมค่านิยม 12 ประการ 6.4 หน่วยงานเสริมหนุน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการปลูกฝังค่านิยมแก่บุตรหลานอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมความร่วมมือจากชุมชน โดยสถานศึกษาเป็นศูนย์กลางส่งเสริมการทำงานแบบร่วมมือและเป็นเครือข่าย

คำสำคัญ

การวิจัยประเมินผล

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

นโยบายอุดมศึกษาที่พึงประสงค์ของประเทศไทย

รัชนีวรรณ แดงวิไลลักษณ์ มหาวิทยาลัยรังสิต พ.ศ. 2559

กลยุทธ์การขับเคลื่อนค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

พิธาน พื้นทอง พ.ศ. 2559

การศึกษาแนวทางการส่งเสริมคุณลักษณะผู้เรียน ตามค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ

อัจศรา ประเสริฐสิน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2563

การวิเคราะห์หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ของประเทศไทยในปัจจุบัน พ.ศ. 2558

ศรีรัฐ โกวงศ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2561

ยุทธศาสตร์การบริหารโรงเรียนไปสู่การสร้างความเข้าใจอันดี ของนักเรียนต่างศาสนาในประเทศไทย

พนายุทธ เชยบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พ.ศ. 2562

ร่องรอยความคิดเรื่องพลเมืองดีและการศึกษาสำหรับพลเมืองไทย สมัยรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์: พิจารณาจากผลงานของ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)

จารุวรรณ แก้วมะโน สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2563

ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการศึกษาของไทย

สมบัติ โพธิ์หล้า พ.ศ. 2563

บทวิพากษ์วิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษาในประเทศไทย

วารุณี ลัภนโชคดี สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2557

พัฒนาการ สถานภาพการเรียนการสอนและงานวิจัย นโยบายสาธารณะของไทย

ปิยากร หวังมหาพร มหาวิทยาลัยศรีปทุม พ.ศ. 2553

แนวทางการประเมินผลการเรียนรู้วิชาภาษาไทย : การประเมินตามสภาพจริง

กรณ์พงศ์ พัฒนปกรณ์พงษ์ พ.ศ. 2560