การวิเคราะห์โซ่คุณค่าและการจัดการโลจิสติกส์สมัยใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ชาของไทยเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางตลาดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยเรื่อง “การวิเคราะห์โซ่คุณค่าและการจัดการโลจิสติกส์สมัยใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ชาของไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางตลาดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN)” มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ศึกษาและวิเคราะห์โซ่คุณค่า และระบบการจัดการโลจิสติกส์สมัยใหม่ของอุตสาหกรรมชาและผลิตภัณฑ์ชาของไทยในตลาดอาเซียน เพื่อชี้ให้เห็นถึงโอกาส และอุปสรรคและความสามารถเชิงแข่งขันของอุตสาหกรรมชา ภายใต้กรอบความร่วมมือ AEC โดยศึกษาถึงความเชื่อมโยงจากอุตสาหกรรมต้นน้ำ (เกษตรกร หรือผู้ปลูกชา) อุตสาหกรรมกลางน้ำ (โรงงานแปรรูปชา/ชาอบแห้ง) จนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ (ผู้ประกอบการ การตลาด การค้าส่งออก) จากผลการศึกษาโซ่คุณค่าและการจัดการโลจิสติกส์สมัยใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ชาของไทย พบว่า สายพันธุ์ชาที่ปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ ชาอัสสัม และชาจีน โดยจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในประเทศไทย และสามารถแปรรูปใบชาสดเป็นผลิตภัณฑ์ชาแห้งได้ 3 รูปแบบ คือ ชาอู่หลง ชาเขียว และชาดำ ซึ่งการแปรรูปของผลิตภัณฑ์จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความชำนาญ และเครื่องจักรที่มีอยู่ อุตสาหกรรมชาของประเทศไทยนั้นควรต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และจากการวิเคราะห์โซ่อุปทานและระบบการจัดการโลจิสติกส์สำหรับผลิตภัณฑ์ชาไทยในเขตภาคเหนือตอนบน แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ อุตสาหกรรมต้อนน้ำ (เกษตรกร หรือผู้ปลูกชา) อุตสาหกรรมกลางน้ำ (ผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปชาอบแห้ง) และอุตสาหกรรมปลายน้ำ (อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม รวมถึงการค้าการส่งออก) ซึ่งทั้งหมดต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยเกษตรกรผู้เพาะปลูกชาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตชาที่มีคุณภาพและจะถูกป้อนไป โรงงานแปรรูปชาอบแห้ง ผลิตชาเขียว (Green tea) ชาอูหลง (Oolong tea) และชาดำ (Black tea) และบรรจุภัณฑ์ บางส่วนขายทั้งปลีกและส่ง จากนั้นจึงป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม ไปจนถึงการจำหน่ายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น อุตสาหกรรมทั้ง 3 ส่วนจึงต้องสอดคล้องประสานกันอย่างเป็นระบบแบบพึ่งพากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ชาไทยให้เป็นที่ยอมรับสู่ตลาดสากล ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงได้ทำการวิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค SWOT Analysis พบว่า จุดแข็งของอุตสาหกรรมชาไทยนั้น มีสภาพภูมิอากาศเหมาะต่อการเพาะปลูกชา อีกทั้งมีการผลิตที่เหมาะสม จึงทำให้คุณภาพและรสชาติที่ดี ส่วนจุดอ่อนนั้น คือ มีต้นทุนการผลิตที่สูง อีกทั้งขาดเทคโนโลยีในการผลิต รวมถึงการควบคุมคุณภาพให้เป็นตามมาตรฐานได้ยาก เนื่องจากพื้นที่ปลูกชากระจัดกระจายอยู่ตามทิวเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้รับการรับรองชาอินทรีย์ ในขณะที่โอกาสของอุตสาหกรรมชาไทย พบว่า ชาเป็นเครื่องดื่มที่นิยมและแพร่หลายทั่วโลกอีกทั้งมีความต้องการจากตลาดสูง รวมถึงรัฐบาลให้การสนับสนุนในการแปรรูป ในขณะที่อุปสรรคนั้น พบว่า ขาดการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค ขาดการประชาสัมพันธ์สินค้าชาไทย ขาดอำนาจในการต่อรอง อีกทั้งมีคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน