กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาเรื่อง โอกาสทางการตลาดและกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคชาและผลิตภัณฑ์ชาไทย: แนวโน้มการค้า พฤติกรรมผู้บริโภคและกลยุทธ์ทางการตลาดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสทางธุรกิจและความเชื่อมโยงของตลาดชาและผลิตภัณฑ์จากชา (ใบชา ชาสำเร็จรูป สารสกัดจากชา) ของไทยในตลาดอาเซียน รวมถึงศึกษาปัญหา อุปสรรค แนวโน้มการค้า และพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคในตลาดประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งเป็นหัวข้อที่จะเน้นในการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งในด้านสถานการณ์การผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์ชาของไทย จะอาศัยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับการสำรวจ (Field Survey) และสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) รวมถึงฐานข้อมูลของกรมศุลกากรและกระทรวงพาณิชย์ของไทย และฐานข้อมูล Global Trade Atlas เพื่อวิเคราะห์ถึงแนวโน้มการค้าผลิตภัณฑ์ชาของไทย สำหรับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศอาเซียนจะรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถาม จำนวน 150 ชุด เพื่อสอบถาม อาทิ ผลิตภัณฑ์ชาที่สนใจ ปัจจัยการเลือกซื้อชา และแนวโน้มการดื่มชา เป็นต้น ผลการศึกษาพบว่า ตลาดหลักของไทยในการส่งออกทั้งใบชาและผลิตภัณฑ์ชา ได้แก่ ประเทศเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ จีน และเวียดนาม ซึ่งในภาพรวมด้านมูลค่า การค้า พบว่าไทยมีการนำเข้าใบชาดำและใบชาเขียวจากต่างประเทศมากกว่าการส่งออก ในขณะที่ไทยมีมูลการส่งออก ผลิตภัณฑ์จากชาไปยังประเทศอื่นๆ สูงกว่าการนำเข้า แสดงให้เห็นถึงข้อจากัดในด้านผลผลิตและพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งสามารถปลูกได้เฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือของไทยเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) โดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชารูปแบบใหม่ ส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ชาเพิ่มมากขึ้น สำหรับด้านพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมีการบริโภคชาดำในอัตราสูงกว่าชาเขียว แต่ในปัจจุบันความต้องการบริโภคชาเขียวเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉลี่ยจะบริโภคชา 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยแนวโน้มการดื่มชาของผู้บริโภคสามารถจำแนกได้ เป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและกลุ่มผู้บริโภคเพื่อสุขภาพ ซึ่งผลิตภัณฑ์ชาโดยเฉพาะเครื่องดื่มชาพร้อมดื่ม ได้รับความนิยมอย่าง มากในผู้บริโภคอายุน้อย ในด้านการตัดสินใจซื้อนั้น กลุ่มผู้บริโภคอายุน้อยมักจะให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์สดใสน่าสนใจและการโฆษณา ในขณะที่ผู้บริโภควัยทำงานและวัยสูงอายุ จะให้ความสนใจกับปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์เป็นหลัก