จลนพลศาสตร์การอบแห้งข้าวกล้องงอกและการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการอบแห้งข้าวกล้องงอกลมร้อน และหาสมการอบแห้งชั้นบางที่เหมาะสมสาหรับการทานายจลนพลศาสตร์การอบแห้ง พร้อมทั้งศึกษาวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการอบแห้ง และสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ โดยทาการอบแห้งข้าวกล้องงอกที่มีลักษณะเป็นเม็ด ภายใต้เงื่อนไขความเร็วลม 1.0, 1.5 และ 2.0 เมตรต่อวินาที และอุณหภูมิควบคุมห้องอบแห้ง 50, 60 และ 70 องศาเซลเซียส ซึ่งพารามิเตอร์ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการศึกษา ได้แก่ อัตราการอบแห้ง ความสิ้นเปลืองพลังงานจาเพาะ และสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเพิ่มความเร็วลมหรืออุณหภูมิอบแห้ง จะทาให้อัตราการอบแห้ง และความสิ้นเปลืองพลังงานจาเพาะเพิ่มขึ้น ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพ ซึ่งได้แก่ การหดตัว, ปริมาณน้าอิสระ, ความแข็ง, และการเปลี่ยนแปลงของสี พบว่าเมื่อเพิ่มอุณหภูมิการอบแห้งจะทาให้ ความแข็ง, เปอร์เซ็นต์การหดตัว และการเปลี่ยนแปลงของสีจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้าอิสระจะลดลง และเมื่อเพิ่มความเร็วลมจะทาให้ปริมาณน้าอิสระ และการเปลี่ยนแปลงของสีจะลดลง ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของความแข็ง และเปอร์เซ็นต์การหดตัว จะเพิ่มขึ้น สาหรับการหาสมการเอมไพริคัลที่เหมาะสมในการทานายจลนพลศาสตร์การอบแห้งข้าวกล้องงอกพบว่า สมการ Modified Henderson and Pabis สามารถทานายจลนพลศาสตร์การอบแห้งข้าวกล้องงอกด้วยลมร้อนได้ดีที่สุด โดยให้ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) มากที่สุด และค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกาลังสอง (RMSE) น้อยที่สุด นอกจากนี้เมื่อวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์การแพร่จากกฎของ Fick โดยสมมุติว่าข้าวกล้องเป็นเม็ดแบบมีความยาวไม่จากัด พบว่าสัมประสิทธิ์การแพร่มีค่าอยู่ในช่วง 3.18 ?10-8 ถึง 6.36 ?10-8 ตารางเมตรต่อวินาที และเป็นฟังก์ชันกับอุณหภูมิในรูปแบบสมการของ Arrhenius สาหรับการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการอบแห้ง พบว่าการเพิ่มอุณหภูมิอบแห้งหรือความเร็วลม จะทาให้ต้นทุนการระเหยน้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น โดยที่ความเร็วลม 1.0 เมตรต่อวินาที และอุณหภูมิอบแห้ง 50 องศาเซลเซียส มีต้นทุนการระเหยน้าต่อหน่วยต่าที่สุด จากการศึกษาการนาแป้งข้าวกล้องงอกทั้ง 3 ชนิด ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ผลปรากฏว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีการผสมของแป้งข้าวกล้องงอกหอมมะลิขาว 105 ได้รับความนิยมมากที่สุด ส่วนการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ไว้ที่อุณหภูมิห้อง ทั้งผลิตภันฑ์ขนมจีน ขนมเปี๊ยะ และขนมกันเตรือม มีอายุการเก็บได้ที่ 3 6 12 วัน ตามลาดับหลังจากนั้นจุลินทรีย์จะเกิดขึ้นมากจนทาให้เกินมาตรฐานที่กาหนดไว้