การพัฒนาโมบายแอพพลิเคชันแบบช่วยเสริมศักยภาพการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ตามสถานการณ์เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการทางการเงินสำหรับเยาวชน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความต้องการจำเป็นและองค์ประกอบเชิงยืนยืนของการ พัฒนาโมบายแอปพลิเคขันฯ 2) เพื่อพัฒนาโมบายแอปพลิเคขันฯ 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้ไม่บายแอปพลิเคชันฯ และ 4) เพื่อ นำเสนอโมบายแอปพลิเคขันฯ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ไช้ไข้โมการพัฒนาโมบายฯ คือผู้ทรงคุณวุฒิ 18 ท่าน ครู 10 คน และนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย 980 คน ในสังกัดโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนทั่วพื้นที่ 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เครื่องมือที่ใน วิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และและแบประเมินคุณภาพระบบ กลุ่มทตลองใช้ไม่บายแฮปพลิเคชั่นฯ ได้แก่ นักเรียนระดับ มัรยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน เครื่องมืองมือที่ไข้ไมการวิจัยได้แก่ แบประเมินรับรองระบบฯ โมบายแอปพลิเคขันฯ แบบวัด สมรรถนะการจัดการทางการเงิน แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ และและแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อระบบฯ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น การจัดลำดับความต้องการ จำเป็น และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรมลิสเรล และการทดสอบค่าค่าที (T-Test) ผลการจัยพบว่า ระบบโมบาย แอปพลิเครันฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) เนื้อหาการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์ 2) กลยุทธ์เสริมการเรียนรู้ผ่านโมบาย 3) การติดต่อสื่อสารสังคมเครือข่ายการเรียนรู้ 4) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน และ 5) แหล่งข้อมูลการเรียนรู้ โดยมี 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เกริ่มนำและให้ความรู้ 2) ศึกษาสถานการณ์เรียนรู้ตามสภาพจริง 3) ศึกษาปัญหาและแก้ไขปัญหา 4) เสริมความความรู้โดย ผู้เชี่ยวชาญผ่านโมบายโดยการเสริมศักธภาพแบบยึดหรุ่น (Soft Scaffolding) และแบบคงที่ (Hard Scaffolding) 5) แบ่นปัน สังคมเครือข่ายการเรียนรู้ 6) อภิปรายและสรุปผลบนสื่อสังคม และ 7) การวัดและประเมินผล ผลการทดลองโข้โมบายแอปพลิเคขัน ฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะการจัดการทางการเงินหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะการจัดการพารทาง การเงินก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 05 และหลังจากการวิเคราะห์ระดับความถี่ในการช่วยเสริมศักยภาพโดย ผู้เชี่ยวชาญเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการทางการเงิน พบว่า ผู้ที่มีจำนวนความถี่ในการช่วยเสริมศักยภาพการเรียนรู้น้อยก็จะ ส่งผลให้มีคะแบนสมรรถนะการจัดการทางการเงินน้อยไปด้วย แต่ในทางทางกลับกันผู้เรียนที่มีจำนวนความถี่ในการช่วยเสริมศักยภาพ การเรียนรู้มากส่งผลให้มีคะแนนสมรรถนะการจัดการทางการเงินมากไปด้วย