การพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบการแสดงออกของยีนเพื่อการผลิตโปรตีนปรับแต่งพันธุกรรมสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อภาษาไทย แบคทีเรียผลิตกรดแลคติค เป็นโรงงานระดับเซลที่น่าสนใจ ในการใช้ผลิต โปรตีน และเอนไซม์ชนิดต่างๆ เพราะ แบคทีเรียในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ได้รับการรับรองว่ามีสถานะ ปลอดภัย และเพาะเลี้ยงได้ง่าย แบคทีเรียแลคโตบาซิลัส แพลนทารัม เป็นแบคทีเรียที่ ปลอดภัย และมีประวัติการใช้ในอาหารมายาวนาน ในส่วนแรกของการวิจัย เป็นการผลิตเอนไซม์ ไคโตซาเนส (CsnA) และ เบต้าแมนนาเนส (ManB) จากเชื้อ บาซิลัส ออกจากแลคโตบาซิลัส แพลนทารัม ผลการทดลองพบว่า ทั้ง ManB และ CsnA สามารถถูกผลิต และหลั่งออกมาจากเซลล์ได้เป็นอย่างดี โดยการใช้ระบบ pSIP ในการกระตุ้นการแสดงออกของยีน เมื่อใช้ทั้ง ยีนต้านยาปฏิชีวนะ อีริโทรมัยซิน และ ยีน alr เป็นเครื่องหมายในการคัดเลือก ในส่วนที่ ๒ ของโครงการวิจัย เป็นการแสดงเอนไซม์ทั้ง ๒ บนผิวของ แลคโตบาซิลัส แพลนทารัม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้สำหรับเป็นตัวเร่งทางชีวภาพแบบ ทั้งเซลล์ ผลการศึกษาพบว่า เอนไซม์ สามารถยึดอยู่กับผิวเซล แลคโตบาซิลัส แพลนทารัม โดยยังมีฤทธิ์ย่อย แมนแนน และ ไคโตซาน ได้ ดังนั้นจึงอาจใช้เซลล์ประเภทนี้ ในกระบวนการผลิตต่างๆ ในอุตสาหกรรมอาหารได้ ในส่วนสุดท้ายของโครงการวิจัย เป็นการแสดงความสำเร็จในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบการแสดงออกของยีนเพื่อการผลิตโปรตีนปรับแต่งพันธุกรรม สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ของโครงการวิจัยนี้ โดยเป็นการใช้ เอนไซม์สำหรับอาหาร ที่ได้พัฒนาขึ้นในการผลิต คอซ ที่ละลายน้ำได้ จาก ไคโตซาน ที่สกัดได้จากเปลือก กุ้ง ในปฏิกิริยาที่มีกรดแลคติก ผลการศึกษาวิจัยพบว่า สามารถผลิต คอซ ที่มีโครงสร้างสม่ำเสมอ ชัดเจน ด้วยระบบการผลิตเอนไซม์สำหรับอุตสาหกรรมอาหารที่ได้พัฒนาขึ้นมาในห้องปฏิบัติการ ซึ่งคอซเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดสำหรับอุตสาหกรรม อาหารคนและสัตว์ได้ต่อไป ผลงานวิจัยนี้นำไปสู่การตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติที่มีผลกระทบสูง ๒ เรื่อง และใช้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ นักศึกษาปริญญาเอก และ โท อย่างละ ๒ คน