การวิจัยต่อยอดด้านความปลอดภัยของอาหารจากเชื้อแบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษ: จากตลาดสู่โต๊ะอาหาร (ปีที่ 3)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยนี้มีจุดประสงค์หลัก เพื่อพัฒนาชุดตรวจสาเร็จรูปแบบอิมมูโนโครมาโทกราฟี สาหรับตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรค คือ เชื้อวิบริโอ คอเลอเร ซีโรกรุ๊ปโอหนึ่ง ลิสทีเรีย สปีชีส์ และ ลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส ที่ปนเปื้อนในตัวอย่างอาหาร เพื่อให้สามารถตรวจได้สะดวก ประหยัด แม่นยา และทราบผลเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเพาะแยกและพิสูจน์เอกลักษณ์ของเชื้อที่เป็นวิธีมาตรฐาน และวิธีตรวจหาดีเอ็นเอด้วยปฏิกิริยาลูกโซ่แบบเรียลไทม์ รวมทั้งดาเนินการทดสอบชุดตรวจสาเร็จรูปแบบอิมมูโนโครมาโตกราฟีเพื่อตรวจหาเชื้อซัลโมเนลลาในตัวอย่างอาหารที่พัฒนาไว้แล้วจากผลงานวิจัยที่ได้รับทุน สวก. ประจาปี พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยทาในห้องปฏิบัติการแบบห้องปฏิบัติการเดี่ยว ตามข้อกาหนดของ Association of Official Agricultural Chemists (AOAC) ส่วนการทดสอบชุดตรวจนี้ในแบบห้องปฏิบัติการอิสระ ทาโดย รศ. ดร. ประเวทย์ ตุ้ยเต็มวงศ์ ที่ได้รับทุนจาก สวก. เช่นกัน โครงการวิจัยนี้มีระยะเวลาดาเนินการที่เสนอไว้ ๓ ปี โดยในปีแรก (๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ถึง ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๑) ปีที่สอง (๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึง ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาถึง ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔) และปีที่ ๓ (๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ถึง ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖) คณะผู้วิจัยได้ดาเนินกิจกรรมที่เสนอไว้ครบถ้วนทุกกิจกรรมแล้ว ดังนี้ ในปีที่ ๓ นี้ ได้พัฒนาชุดตรวจแบบอิมมูโนโครมาโทกราฟี สาหรับตรวจหาเชื้อ วิบริโอ คอเลอเร ซีโรกรุ๊ปโอหนึ่ง (ชุดไอซีที ๑) โดยใช้โมโนโคลนาลแอนติบอดีจากไฮบริโดมาโคลนที่ได้ผลิตไว้ก่อนแล้วด้วยโครงการวิจัยอื่น และโพลีโคลนาลแอนติบอดีต่อเชื้อ วิบริโอ คอเลอเร ซีโรกรุ๊ปโอหนึ่ง ที่ผลิตในโครงการนี้ เป็นส่วนประกอบในชุดตรวจ ซึ่งชุดตรวจที่พัฒนาขึ้นมีความจาเพาะสูง ไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับเชื้อแบคทีเรียอื่น และสามารถตรวจเชื้อ วิบริโอ คอเลอเร ซีโรกรุ๊ปโอหนึ่ง ได้น้อยที่สุดที่ ๑๐๕ โคโลนีฟอร์มมิงยูนิทต่อมิลลิลิตรหรือ 10 เซลล์ที่ปนเปื้อนในอาหาร ๒๕ กรัมก่อนเอ็นริช สาหรับชุดตรวจหาเชื้อลิสทีเรีย สปีชีส์ และลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส ที่พัฒนาขึ้นจากการใช้โมเลกุลอัฟฟินิที หรือ อัฟฟิโนม ที่มีความจาเพาะกับโปรตีนเป้าหมาย มีค่าความไวในการตรวจวินิจฉัยต่า อีกทั้งยังเกิดปฏิกิริยาข้ามกับเชื้อแบคทีเรียอื่น ได้แก่ บาซิลลัส เซริอัส ที่อาจมีปนเปื้อนในอาหารด้วย คณะผู้วิจัยจึงดาเนินการผลิตโมโนโคลนาลแอนติบอดีที่จาเพาะกับเชื้อลิสทีเรีย สปีชีส์ และลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส เพื่อใช้ในการพัฒนาชุดตรวจแบบอิมมูโนโครมาโทกราฟี สาหรับเชื้อ ลิสทีเรีย สปีชีส์ และลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส แทนการใช้โมเลกุลอัฟฟิโนม โดยชุดตรวจแบบอิมมูโนโครมาโทกราฟีสาหรับตรวจหาเชื้อลิสทีเรีย สปีชีส์ ใช้แอนติบอดีชนิดโมโนโคลนาลที่จาเพาะต่อโปรตีนอินเวชันแอสโซซิเอทเทดของเชื้อลิสทีเรีย สปีชีส์ และชุดตรวจแบบอิมมูโนโครมาโทกราฟีสาหรับตรวจหาเชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส ใช้แอนติบอดีชนิดโมโนโคลนาลที่จาเพาะต่อโปรตีนอินเทอนารินเอของเชื้อลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส พบว่าชุดตรวจมีความจาเพาะกับแบคทีเรียเป้าหมาย และไม่ทาปฏิกิริยาข้ามกับเชื้อแบคทีเรียอื่นที่นามาทดสอบ และสามารถตรวจเชื้อลิสทีเรีย สปีชีส์ หรือ ลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส ได้น้อยที่สุดที่ ๑๐๓ โคโลนีฟอร์มมิงยูนิทต่อมิลลิลิตร จะเห็นได้ว่าชุด v ตรวจหาเชื้อลิสทีเรีย สปีชีส์ และลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส ที่พัฒนาขึ้นมีความไว และความจาเพาะสูง จากนั้นคณะผู้วิจัยได้พัฒนาชุดตรวจแบบอิมมูโนโครมาโทกราฟีแบบดูเพล็กซ์ (ไอซีที ๒) สาหรับตรวจหาเชื้อลิสทีเรีย สปีชีส์ และลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส ในชุดเดียวกัน พบว่าชุดตรวจยังมีความไว และความจาเพาะ ไม่แตกต่างจากชุดตรวจที่แยกจากกัน คณะผู้วิจัยได้เก็บตัวอย่างอาหาร จากตลาดใน กรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้งจากตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ต ดังนี้ ตัวอย่างอาหารทะเล ๑๘๑ ตัวอย่าง ตัวอย่างอาหารดิบจานวน ๑๘๔ ตัวอย่างและตัวอย่างอาหารพร้อมรับประทานจานวน ๔๕ ตัวอย่าง และได้ตรวจหาเชื้อเป้าหมายทั้งสามชนิดในตัวอย่างอาหารด้วยการเพาะ แยก และพิสูจน์เอกลักษณ์ของเชื้อ และตรวจด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่แบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่มปริมาณยีนเฉพาะของเชื้อวิบริโอ คอเลอเร (ยีนของคอเลอราท๊อกซินส่วนเอซับยูนิท) ลิสทีเรีย สปีชีส์ (ยีนของโปรตีนอินเวชันแอสโซซิเอทเทด หรือ ไอเอพี) และลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส (ยีนฮีโมไลซิน หรือ เอชแอลวาย) เรียบร้อยแล้ว เมื่อนาตัวอย่างอาหารมาใช้ประเมินประสิทธิภาพชุดตรวจเพื่อตรวจหาเชื้อวิบริโอ คอเลอเรซีโรกรุ๊ปโอหนึ่ง ลิสทีเรีย สปีชีส์ และลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส พบว่า มี ความไว ความเฉพาะ และความแม่นยา ร้อยละ ๑๐๐ คือ ให้ผลการตรวจตรงกับวิธีมาตรฐานในทุกตัวอย่างที่นามาทดสอบ คณะผู้วิจัยได้ส่งมอบชุดตรวจแบบอิมมูโนโครมาโทกราฟีสาหรับตรวจหาเชื้อซัลโมเนลลา ชุดตรวจหาเชื้อวิบริโอ คอเลอเร และชุดตรวจหาเชื้อลิสทีเรีย สปีชีส์ และลิสทีเรีย โมโนไซโตจีเนส พร้อมกับคู่มือวิธีใช้งานสาหรับชุดตรวจให้ทางสานักอนามัย กรุงเทพฯมหานคร เพื่อนาชุดตรวจที่ผลิตขึ้นไปทดสอบประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการของสานักอนามัย กรุงเทพฯมหานครแล้ว งานวิจัยสาเร็จตามแผนที่วางไว้ทุกกิจกรรม