การผลิตเปปโตนจากเศษเหลือจากปลาโดยโปรติโอไลติกแบคทีเรียเพื่อใช้เป็นอาหารเลี้ยงเชื้อ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกชนิดของแบคทีเรียโปรติโอไลติกที่มีประสิทธิภาพใน การผลิตเอนไซม์โปรติเอส จาก Bacillus cereus TISTR 687 และ Bacillus subtilis TISTR 008 โดยประเมินจากการสร้างวงใสที่ปรากฏบนผิวหน้าอาหารสูตรจำเพาะ (skim mik agar) พบว่า B. subtis TISTR 008 สร้างวงใสที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างที่สุดที่คำความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 7.5 อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส จากนั้นจึงนำ B. sublis TISTR 008 ไปใช้ในการย่อยสลาย เครื่องในปลาทับทิมเพื่อผลิตเป็นเปปโตน ทั้งนี้พบว่าสภาวะที่เหมาะสมต่อการผลิตเอนไซม์เพื่อ ย่อยโปรตีนในตัวอย่างของเชื้อ B. subtlis TISTR 008 อยู่ที่ความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 7.5 อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 ชั่วโมง โดยให้ระดับการย่อยสลายอยู่ที่ร้อยละ 67.58 และปริมาณโปรตีน 2.52 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และเมื่อนำเปปโตนที่ได้ไปทำแห้ง จะได้ผลผลิต คิดเป็นร้อยละ 7.75 ของปริมาณเครื่องในที่ใช้เริ่มต้น ต่อมาเมื่อทำการวิเคราะห์องค์ประกอบทาง เคมีของผลผลิตแห้งที่ได้นี้ พบว่ามีปริมาณโปรตีน (ในรูปของปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด) ไขมัน เถ้า และปริมาณความชื้นคิดเป็นร้อยละ 84.69, 1.71, 3.66 และ 9.31 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าเปปโตนที่ผลิตได้ประกอบด้วยกรดอะมินที่จำเป็นครบทั้ง 18 ชนิด และสามารถนำไปใช้ ทดแทนอาหารสำหรับเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ โดยทำการทดสอบเลี้ยงแบคทีเรีย 3 ชนิด คือ Bacillus subtilis TISTR 008, Escherichia coli ATCC 25922 และ Staphylococcus aureus TISTR 118 พบว่าเปปตนที่ผลิตได้จากเครื่องในปลาทับทิมให้ผลในการเจริญของเชื้อที่ดีกว่าเปปโตนทาง การค้า