กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
จากการศึกษาพิจารณาสัณฐานวิทยาภายนอกและภายใน ตลอดจนจุลกายวิภาคโดยรวมตามภาพตัดตามยาวของหอยนางรม พบการจัดเรียงด้วยหลายอวัยวะ อาทิ เหงือก เมนเทิล อวัยวะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ กระเพาะอาหาร และต่อมย่อยอาหาร ซึ่งจากการตรวจสอบการย้อมสี H และ E staining, GMS ย้อม ภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงและกล้อง TEM ไม่พบการแทรกหรือการปรากฏของเชื้อรา และใช้เทคนิค TUNEL ก็ไม่พบการตายของเซลล์ แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่พันธุ์มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีรอยโรค จากการปรับสภาพพ่อแม่พันธุ์หอยนางรมด้วยสัดส่วนแพลงก์ตอนพืชต่อสาหร่ายสายใบ (Porphyra sp.) ดังนี้ 100, 25 และ 50 เปอร์เซ็นต์ พบว่า ไม่มีความแตกต่างทั้งด้านน้ำหนัก ความกว้างและความยาวเปลือก ส่วนค่าดัชนีความสมบูรณ์เพศและอัตราการรอดตายของพ่อแม่พันธุ์หอยนางรม พบว่า ชุดการทดลองที่ปรับสภาพด้วยแพลงก์ตอนพืช 100 เปอร์เซ็นต์ มีค่าดัชนีความสมบูรณ์และอัตราการรอดตายดีที่สุด จากการนำพ่อแม่พันธุ์จากการปรับสภาพด้วยสัดส่วนแพลงก์ตอนพืชต่อสาหร่ายสายใบที่แตกต่างกัน 3 ระดับ มากระตุ้นการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ด้วยระบบกระตุ้นแบบอุณหภูมิร้อน-เย็น โดยขณะที่ทำการกระตุ้นใช้อุณหภูมิ 25?5 องศาเซลเซียส พบว่า พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เพศทยอยปล่อยเซลล์สืบพันธุ์แต่ในปริมาณน้อย โดยจะเริ่มมีการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ในช่วงของการกระตุ้นรอบที่ 2 และ 3 จากการดำเนินการพบว่า ความดกไข่ และอัตราการฟัก จะพบในสัดส่วนของพ่อแม่พันธุ์ที่ปรับสภาพด้วยแพลงก์ตอนพืช 100 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าสัดส่วนของแพลงก์ตอนพืช 25 และ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลสัมพันธ์กันกับผลของการอนุบาลลูกหอยนางรมหลังจากการกระตุ้นการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ พบว่า อัตราการเจริญเติบโตทั้งด้านความกว้างและความยาวของลูกหอยและอัตราการรอดตายของลูกหอยที่มาจากพ่อแม่พันธุ์จากการปรับสภาพด้วยแพลงก์ตอนพืช 100 เปอร์เซ็นต์ มีค่าที่ดีที่สุด ตลอดระยะเวลาที่ทำการอนุบาลในโรงเพาะฟัก จากการศึกษาต้นทุนและความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ของการดำเนินการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกหอยนางรมในโรงเพาะฟัก พบว่า การผลิตลูกหอยที่ผ่านมาที่ดำเนินการโดยการผสมเทียม จะให้ผลผลิตที่ต่ำ มีกำไรสุทธิเท่ากับ -1.28 บาทต่อตัว โดยมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เท่ากับ -29.93 และเมื่อมีการปรับสภาพพ่อแม่พันธุ์อย่างต่อเนื่องและนำมากระตุ้นผ่านระบบการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ พบว่า ให้ผลผลิตที่สูงขึ้นและมีสุขภาพแข็งแรง โดยมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1.24 บาทต่อตัว โดยมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เท่ากับ 69.97
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. Key elements demonstrated in relevant environments
เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินโครงการเป็นการสร้างระบบการเพิ่มปริมาณอาหารบริเวณกระชังเลี้ยงลูกหอยนางรมขนาด 4 เซนติเมตร ในพื้นที่เลี้ยงหอยนางรมของเกษตรกรในชุมชน ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพ พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงหอยนางรมและลดระยะเวลาในการเลี้ยง
จากการลงพื้นที่และร่วมทำงานกับพื้นที่ชุมชนบ้านบางค้างคาว ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง พบว่า การเลี้ยงหอยนางรมส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ไม่มีเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่การเลี้ยงนิยมเก็บผลผลิตลูกหอยนางรมที่มีขนาดตั้งแต่ 6 เซนติเมตร ขึ้นไป เพื่อนำมาแปะปูนแขวนพวงเพื่อแขวนเลี้ยงในกระชัง แต่ผลผลิตที่ได้จากธรรมชาตินั้นไม่แน่นอน ดังนั้นทางทีมวิจัยได้นำชิ้นงานจากการวิจัยที่ได้ทำการทดลองเรื่อง พัฒนาศักยภาพการผลิตลูกหอยนางรมระยะกึ่งวัยรุ่นในบ่อดินเพื่อเพิ่มผลผลิตสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำชุมชนชายฝั่ง จังหวัดตรัง ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุบาลลูกหอยนางรมที่มีขนาด 5 มิลลิเมตร จากโรงเพาะฟักได้ เพื่อส่งเสริมการอนุบาลลูกหอยนางรมในบ่อดินแก่เกษตรกรในชุมชนบ้านบางค้างคาว เพื่อเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหอยนางรม
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. proposed solution(s) validated, now by relevant stakeholders in the area
สามารถเพิ่มผลผลิตลูกหอยนางรมที่มีขนาดตลาดด้วยปริมาณอาหารที่ได้รับที่มากกว่าทำให้หอยนางรมมีการเจริญเติบโตที่เร็วกว่า ซึ่งสามารถจำหน่ายแก่เกษตรกรในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหอยนางรมในชุมชนได้ รวมถึงการสร้างงาน สร้างอาชีพการเลี้ยงหอยนางรมให้แก่แรงงานในชุมชนอีกด้วย
เนื่องด้วยบริบทชุมชนบ้านบางค้างคาวอยู่ติดกับพื้นที่ชายฝั่งทะเล และเป็นที่เลี้ยงหอยนางรมในชุมชน ซึ่งเป็นการเลี้ยงแบบดั้งเดิมปริมาณอาหารที่หอยนางรมได้รับตามธรรมชาติเท่านั้น