การพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงกุ้งแคระสวยงามเพื่อการส่งออก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากการศึกษาการพัฒนไข่และตัวอ่อนของกุ้งแคระ N. heteropoda พบว่า การพัฒนาของไข่จะใช้ ระยะเวลาในการกเป็นตัว เป็นเวลา 19 วัน และ การพัฒนาของตัวอ่อนเมื่อฟักออกเป็นตัวอ่อนแล้ว จะไม่มี ความแตกต่างกับกุ้งที่ โตเต็มวัย นอกจากนี้พบว่า ขนาดของลำตัว และ ปริมาณซลล์เม็ดสี จะเพิ่มขึ้น เมื่อ ระยะเวลาเพิ่มขึ้น และ จากการศึกษาเนื้อเยื่อรังไข่ของกุ้งแคระ N. heteropoda ทั้ง 3 ชุดการทดลอง หลังจากที่ได้แช่ในฮอร์โมน 17 เบต้า - เอสตราไดออล เป็นเวลา 96 ชั่วโมง พบว่า เนื้อรังไข่ของกุ้งแคระ N. heterop?da ในชุดการทดลองที่ 3 หรือ ชุดการทดลองได้รับฮอร์โมน 17- เบต้า เอสตราไดออล ที่ความ เข้มข้น 8 ไมโครกรัมต่อลิตร มีการพัฒนาของรังไข่มากที่สุด แสดงว่า ฮอร์โมน 17- เบต้า เอสตราไดออล สามารถที่จะช่วยเพิ่มการพัฒนาของรังไข่ของกุ้งแคระได้ จากการศึกษาอัตราส่วนเพศที่ต่างกันที่มีผลต่ออัตรา การลอกคราบและการสืบพันธุ์ของกุ้งแคระโดยปล่อยกุ้งในอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมีย 1:1(12:12), 1:2(8:16) และ 1:3(6:18) เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าระยะเวลาในการลอกคราบ อัตราการเจริญเติบโต อัตรารอดของ พ่อแม่พันธุ์กุ้งแคระ จำนวนแม่กุ้งแคระที่วางไข่ และจำนวนลูกกุ้งต่อแม่กุ้งไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05) การทดลองอนุบาลลูกกุ้งแคระสวยงามเพื่อเพิ่มผลผสิต ประกอบตัวย 3 การทดลอง การทดลองที่ 1 การอนุบาลกุ้งแคระในความหนาแน่นที่ต่างกัน คือ 10, 15 และ 20 ตัวสิตร เป็นเวลา 2 เดือน พบว่า อัตรา การเจริญเติบโตทุกชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกันทางสถิติ (P>0.05) การทดลองที่ 2 การศึกษาการเสี้ยงกุ้งแคระในวัสดุยึดเกาะที่ต่งกันทั้ง 4 ชนิด คือ ขอนไม้ พรรณไม้น้ำชวามอส ก้อนอิฐ และ ไบโอบอล พบว่าอัตราการเจริญเติบโต น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นต่อวัน และปัจจัยคุณภาพน้ำของกุ้งแคระที่เลี้ยงด้วย วัสดุยึดเกาะทั้ง 4 ชนิด คือ ขอนไม้ ชวามอส ก้อนอิฐ และ ไบโอบอล พบว่าทุกชุดการทดลองไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05)ส่วนอัตราการรอดตายของกุ้งแคระพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยพบว่ชวามอสมีอัตราการรอดสูงที่สุด 88.33+5.77 เปอร์เซ็นต์ และน้ำที่สุด คือวัสดุยึดเกาะ ไบโอบอล 40.00*9.01 เปอร์เซ็น ในระยะเวลา 8 สัปดาห์ และพบว่าปัจจัยคุณภาพน้ำ คือ อุณหภูมิ ค่าการนำไฟฟ้ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ คำความเป็นกรด-ด่ง ความกระด้าง และความเป็น ดำง ไม้แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ดังนั้นจึงควรใช้วัสดุยืดเกาะชวามอสในการเลี้ยงกุ้งแคระเพื่อให้สัตว์น้ำ แข็งแรงมีอัตราการรอดสูง และการทดลองที่ 3.การศึกษาผลของแมกนีเซียมที่เสริมลงในอาหารต่อการเติบโต ของกุ้งแคระ 5 ระดับ ได้แก่ 0, 2, 4, 6 และ 8 กรัม/กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่น้ำหนักตัวที่ เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือกลุ่มที่ให้อาหารเสริมด้วยแมกนีเซียม กรัมโลกรัม ซึ่งอัตรารอดตายไม่แตกต่างกัน ระหว่างกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญ(P>0.05ส่วนการสะสมของแคลเซียมและโพแทสเซียมไม่มีความ แตกต่างระหว่างชุการทดลอง (P>0.05) ส่วนระดับแมกนีเซียมที่สะสมในตัวกุ้งแคระ ในกลุ่มที่เสริมแมกนีเซียม ในอาหาร 2 กรัม/กิโลกรัมมากกว่าชุดทดลองอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ดังนั้นการเลี้ยงกุ้งแคระ ควรเสริมแมกนีเซียมในอาหาร 2 กรัม/กิโลกรัม ผลของความเป็นกรด-ด่างต่อการเกิดสี และความเค็มต่อการเปลี่ยนแปลงรังไข่ของกุ้งแคระสวยงาม ชนิด Neocanidina heteropoda โดยทดลองเลี้ยงกุ้งที่ความเป็นกรด ด่าง 6, 7, 8 และ 9 และสังเกตการเกิด สืบนลำตัว เป็นระยะเวลา 7สัปดาห์ ผลการทดลอง พบว่าจำนวนเม็ดสีเกิดบนลำตัวกุ้งที่เลี้ยงในความเป็น กรด-ด่ง 7 มากที่สุด 937.5+74.7 จุด แตกต่างกับความเป็นกรด ด่ง 6, 8 และ 9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P <0.05) ส่วนผลของความคีมทดลองเลี้ยงกุ้งแคระสวยงามที่ความเค็ม 0, 4, 8 และ 12 ppt เป็นระยะเวลา 24 วัน พบว่า ความเค็มที่ 4, 8 และ 12 Ppt มีผลทำให้รังไช่ผิดปกติมีขนาดเล็กลง และในความเค็ม จะทำให้มี การตายของกุ้งแคระสวยงามตังนั้น การเลี้ยงกุ้งแคระสวยงามที่เหมาะสมควรเลี้ยงในน้ำจืดที่มีความเป็นกรด- ด่ง 7 และผลของอุณหภูมิต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาเชลส์สืบพันธุ์ของกุ้งแคระสวยงาม Neocoriaino heteropoda กุ้งแคระจำนวน 20 ตัว มีน้ำหนัก 0.01t0.00 กรัม โดยทำการเลี้ยงที่อุณหภูมิแตกต่างกัน 3 ระดับ คืออุณหภูมิ 27, 28 และ 29 องศาเซลเซียส แต่ละชุดการทดลองมี 4 ซ้ำ หลังจากเลี้ยงกุ้งเป็น ระยะเวลา 60 วัน พบว่กุ้งในชุดการทดลองที่เลี้ยงในอุณหภูมิ 27, 28 และ 29 องศาเซลเซียส มีน้ำหนักเฉลี่ย เท่ากับ 0.37#0.02, 0.41+0.04 และ 0.07*0.01 กรัม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.360.02, 0.40#0.04 และ 0.06*0.01 กรัม อัตรารอดเท่ากับ 56.25+2.39, 61.25+2.39 และ 5.00#0.00 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 3 ชุดการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (> < 0.05) นอกจากนี้อุณหภูมิยังส่งผลต่อการ พัฒนาเชลล์สืบพันธุ์ ในอุณหภูมิ 27 และ 28 องศาเซลเซียสกุ้งแคระมีการพัฒนารังไข่ ส่วนในอุณหภูมิ 29 องศาเซลเซียสไม่มีการพัฒนาซลล์สืบพันธุ์ ดังนั้นในการเสี้ยงกุ้งแคระควรเลี้ยงที่อุณหภูมิที่เหมาะสมไม่สูงเกิน กว่า 29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 27-28.5 องศาเซลเซียส การใช้แคโรที่น้อยด์จากดอกดาวเรื่องผสมอาหารเลี้ยงกุ้งแคระที่ความเข้มขัน 0, 50, 100 และ 200 มก /กก. เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่กุ้งแคระที่กินอาหารผสมแคโรทีนอยด์จากดอกดาวเรืองที่ความเข้มข้น 200 มก/กก. มีน้ำหนักเฉสี่ยสุดท้ายเท่ากับ 45.18+1.27 มิสสิกรัม, อัตรารอด 99.75 เปอร์เซ็นต์ และ ปริมาณแค โรทีนอยด์ในตัวกุ้งแคระ 204.91+12.3 กรัมต่อกิโลกรัม เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบทางสถิติพบว่ามีความ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างชุดการทดลอง ( P<0.05) การใช้แคโรทีนอยด์สังเคราะห์ที่ระดับความ เข้มขัน 0, 80 และ 160 มก/กก.เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พว่ กุ้งแคระที่กินอาหารผสมแคโรทีนอยด์สังเคราะห์ ที่ระดับความเข้มข้น 160 มก/กก. มีน้ำหนักเฉสี่ยสุดท้าย เท่ากับ 35.050.16 มิลสิกรัม, อัตรารอด 100 เปอร์เซ็นต์ และ ปริมาณแคโรทีนอยด์ในตัวกุ้งแคระ 88.37*6.58 กรัมต่อกิโลกรัม เมื่อนำข้อมูลมา เปรียบเทียบทางสถิติพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างชุดการทดลอง (P<O.05) การศึกษาผลของสารสกัดเบตาเลนต่อการเสริมรงควัตถุและการต้านอนุมูลอิสระในกุ้งแคระ โดยใช้สารสกัดเบ ตาเลนที่ความเข้มชัน 0, 20, 40 และ 60 มก/กก. เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่ การสะสมรงควัตถุแคโรที่นอยด์ และเบตาเลนในตัวกุ้งแคระไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ในสัปดาห์สุดท้ายของ การทดลองกุ้งแคระที่มีการใช้สารสกัดเบตาเลนที่ความเข้มขัน 40 และ 60 มก/กก. มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นดี ที่สุด เท่ากับ 67.0+3.9 และ 67.7*4.1 มิลสิกรัม ตามลำดับ แตกต่างจากการใช้สารสกัดเบตาเลนที่ความ เข้มขัน 20 มก/กก. และชุดควบคุม อัตราการรอดของกุ้งแคระไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) การทดสอบความสามารถในการยับยั้งปฏิกิริยาเพอร์อ็อกซิเดชันของไขมัน พบว่า มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P <0.05) โดยกุ้งแคระที่ได้รับอาหารที่ผสมสารเบตาเลน 20, 40 และ 60 มก/กก. มี ความสามารถในการยับยั้งปฏิกิริยาเพอร์อกซิเดชันของไขมันได้สูงกว่ชุดควบคุม มีคำเท่ากับ 0.0049:0.0004, 0.0041 0.0004 และ 0.0045t0.0005 ไมโครโมลของสารมาตรฐานมัลลัลไดแอลดีไฮด์ ตามลำดับ และสำหรับการศึกษาเปอร์เซ็นต์ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ 2,2-diphenyl-1- picry(hydrazy((DPPH) ของกุ้งแคระ พบว่ มีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ(P<0.05) โดยกุ้ง แคระที่ได้รับอาหารที่ผสมสารเบตาเลน 60 มก/กก. มีเปอร์เซ็นต์ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ 2,2. dipheny-1-picrythydrazy(DPPH) สูงที่สุด มีค่เท่ากับ 7.4146+0.1617 เปอร์เซ็นต์ การทดลองการเลี้ยง กุ้งแคระด้วยการผสมไคโตซานกับอาหารที่ความเข้มข้นต่ำงกัน 4 ระดับ ได้แก่ 0, 10, 20 และ 30 มก./กก. เป็นเวลา : สัปดาห์ พบว่ชุดควบคุม มีอัตราการรอดสูงสุดเท่ากับ 53.75 +1.03 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ ระดับไคโตซานที่ 10 มก/กก. มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5250 *210 เปอร์เซ็นต์ มีความแตกต่างกันอย่างนัยสำคัญ ทางสถิติ (p<0.05) โดยจะพบคำเฉสี่ยน้ำหนักกุ้งที่ระดับไคโตซานที่ 10 มก/กก. มีค่สูงสุดเท่ากับ 42.25.0 มิลสิกรัม ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนน้ำหนักกุ้งรวมที่ระดับควบคุมและ ระดับไคโตซานที่ 10 มก/กก. มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 0.42+0.046 และ 0.42t0.060 กรัม (p<0.05) และ พบว่าที่ระดับไคโตซานที่10 มก/กก. มีคำเฉลี่ยจำนวนคราบของกุ้งสะสมสูงสุด เท่ากับ 9.75+0.65 เปอร์เซ็นต์ ส่วนค่าเฉลี่ยของน้ำหนักคราบกุ้งสะสมพบว่ระดับไคโตซานที่ 10 มก./กก. มีค่สูงสูดเท่ากับ 5.2t0.5 มิลสิกรัม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)