การพัฒนาระบบการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ (พรีเมี่ยม) เพื่อการเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างศักยภาพการส่งออก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนาระบบการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ (พรีเมี่ยม) เพื่อการเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างศักยภาพการส่งออก ดำเนินการวิจัยที่ศุวิมิตรฟาร์ม อ.บางแพ จ.ราชบุรี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดราชบุรี มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเพื่อเป็นต้นแบบ BCG Model จังหวัดราชบุรี โดยการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามด้วยการเพิ่มการจัดการระหว่างการเลี้ยงด้วยระบบการอนุบาล 2 ระยะในช่วงเดือนมิถุนายน - พฤศจิกายน 2565 และการเลี้ยงด้วยการอนุบาล 2 ระยะโดยมีการคัดขนาดกุ้งก่อนย้าย เปรียบเทียบกับการเลี้ยงในรูปแบบปัจจุบันที่อนุบาล 1 ระยะในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 - พฤษภาคม 2566 ทดลองเลี้ยงในกุ้งก้ามกราม 3 รูปแบบ ได้แก่ กุ้งก้ามกรามรวมเพศสายพันธุ์ปกติ รวมเพศปรับปรุงพันธุ์สายพันธุ์มาโคร 1 และ เพศผู้ล้วนสายพันธุ์ MU 1 การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรูปแบบพัฒนาด้วยการอนุบาล 2 ระยะโดยไม่คัดขนาดกุ้งก่อนย้าย อนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามรวมเพศ รวมเพศสายพันธุ์มาโคร 1 และเพศผู้สายพันธุ์ MU 1 ระยะที่ 1 ด้วยความหนาแน่น 140,000 142,858 และ 140,000 ตัว/ไร่ ในบ่อขนาด 2 1.75 และ 1 ไร่ เป็นระยะเวลา 60 วัน ลูกกุ้งมีน้ำหนักเฉลี่ย 2.87?1.26 3.38?1.32 และ 3.28?1.26 กรัม/ตัว อัตราการรอดตาย 96.31 99.44 และ 96.88 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนการผลิต 0.34 0.33 และ 0.42 บาท/ตัว อนุบาลลูกกุ้งระยะที่ 2 ด้วยความหนาแน่น 30,000 ตัว/ไร่ ในบ่อขนาด 4.5 4.5 และ 3.5 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 วัน ลูกกุ้งมีน้ำหนักเฉลี่ย 14.47?4.69 14.29?3.97 และ 12.53?3.61 กรัม/ตัว อัตราการรอดตาย 58.79 46.29 และ 75.40 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนการผลิต 1.39 1.71 และ 1.16 บาท/ตัว นำไปเลี้ยงด้วยความหนาแน่น 6,500 6,500 และ 3,500 ตัว/ไร่ ในบ่อขนาด 5.5 2.75 และ 0.5 ไร่ เป็นระยะเวลา 90 วัน กุ้งมีน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ย 55.77?18.66 32.50?21.69 และ 67.34?21.82 กรัม/ตัว อัตราการรอดตายเฉลี่ย 54.35?1.60 38.58?19.80 และ 73.71?13.97 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตเฉลี่ย 200.52?28.81 79.33?36.61 และ 179.94?31.24 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการเลี้ยง 191.36?45.16 479.93?311.32 และ 164.48?60.45 บาท/กิโลกรัม โดยผลการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรวมเพศสายพันธุ์ปกติ และเพศผู้สายพันธุ์ MU 1 ได้กุ้งก้ามกรามขนาดเฉลี่ย 14-18 ตัว/กิโลกรัม การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรูปแบบพัฒนาด้วยการอนุบาล 2 ระยะโดยคัดขนาดกุ้งก่อนย้ายด้วยอวนขนาดช่องตา 1.5 และ 2.5 เซนติเมตร อนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามรวมเพศ รวมเพศสายพันธุ์มาโคร 1 และเพศผู้สายพันธุ์ MU 1 ระยะที่ 1 ด้วยความหนาแน่น 120,000 92,000 และ 120,000 ตัว/ไร่ ในบ่อขนาด 2 1.75 และ 1 ไร่ เป็นระยะเวลา 70 วัน ลูกกุ้งมีน้ำหนักเฉลี่ย 2.61?1.11 3.41?1.26 และ 2.42?1.07 กรัม/ตัว อัตราการรอดตาย 73.73 59.62 และ 64.69 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนการผลิต 0.50 0.66 และ 0.75 บาท/ตัว อนุบาลลูกกุ้งระยะที่ 2 ด้วยความหนาแน่น 20,000 21,000 และ 20,000 ตัว/ไร่ ในบ่อขนาด 2.75 2 และ 2.75 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 วัน ลูกกุ้งมีน้ำหนักเฉลี่ย 11.67?3.43 10.73?3.21 และ 11.79?3.88 กรัม/ตัว อัตราการรอดตาย 83.94 78.81 และ 87.67 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนการผลิต 1.25 1.44 และ 1.40 บาท/ตัว นำไปเลี้ยงด้วยความหนาแน่น 5,500 6,000 และ 3,500 ตัว/ไร่ ในบ่อขนาด 5.5 2.75 และ 1.75 ไร่ เป็นระยะเวลา 90 วัน กุ้งมีน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ย 32.12?9.22 29.52?8.44 และ 41.32?11.93 กรัม/ตัว อัตราการรอดตาย 54.43 64.70 และ 58.48 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิต 96.73 118.91 และ 89.43 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการเลี้ยง 214.36 221.32 และ 234.36 บาท/กิโลกรัม สำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามรวมเพศ และเพศผู้สายพันธุ์ MU 1 รูปแบบปัจจุบัน เลี้ยงกุ้งจากการอนุบาลระยะที่ 1 ด้วยความหนาแน่น 8,000 และ 4,800 ตัว/ไร่ ในบ่อขนาด 5.5 และ 2.75 ไร่ เป็นระยะเวลา 120 วัน พบว่ากุ้งก้ามกรามรวมเพศ และเพศผู้สายพันธุ์ MU 1 มีน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ย 28.44?7.33 และ 34.02?12.70 กรัม/ตัว อัตราการรอดตาย 37.80 และ 52.67 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิต 81.45 และ 91.27 กิโลกรัม/ไร่ ต้นทุนการเลี้ยง 267.17 และ 261.13 บาท/กิโลกรัม การตรวจสอบการปนเปื้อนเชื้อก่อโรคไวรัส DIV1, YHV, WSSV, MrNV และ XSV ในระหว่างการอนุบาลและการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในช่วงเดือนมิถุนายน - พฤศจิกายน 2565 พบว่ากุ้งก้ามกรามรวมเพศระยะคว่ำมีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส DIV1 ในระดับต่ำ และพบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว (WSSV) หลังจากนั้น ยังคงพบการปนเปื้อนของไวรัส DIV1 ในระหว่างอนุบาลการอนุบาล และตลอดการเลี้ยง ในขณะที่ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาวอีก สำหรับกุ้งก้ามกรามมาโคร 1 และ MU 1 พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส DIV 1 ในระหว่างอนุบาล และตลอดการเลี้ยง สำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 - พฤษภาคม 2566 พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส DIV1 ระดับต่ำในกุ้งก้ามกรามระยะคว่ำแบบรวมเพศสายพันธุ์มาโคร 1 แต่ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส DIV1 อีกหลังจากอนุบาลกุ้งระยะที่ 1 ส่วนของสายพันธุ์อื่นไม่พบการปนเปื้อนเชื้อก่อโรค ผลการตรวจวิเคราะห์สารตกค้าง ไม่พบสารตกค้าง chloramphenicol และ nitrofuran metabolites ได้แก่ 3-amino-2-oxazolidinone (AOZ), 3-amino-5-morpholinomethyl-2-oxazolodinone (AMOZ), 1-aminohydantoin (AHD) ในกุ้งก้ามกรามรวมเพศ รวมเพศสายพันธุ์มาโคร 1 และเพศผู้สายพันธุ์ MU 1 ระยะกุ้งคว่ำ และหลังการอนุบาลระยะที่ 1 และระยะที่ 2 และกุ้งก้ามกรามที่ได้จากการเลี้ยง แต่มีการตรวจพบ semicarbazide (SEM) ในผลผลิตกุ้งก้ามกรามจากการเลี้ยงทุกตัวอย่างโดยวิธีตรวจวิเคราะห์ทั้งตัวกุ้ง อย่างไรก็ตามผลตรวจการวิเคราะห์เฉพาะเนื้อ ไม่พบสารตกค้าง SEM ในทุกตัวอย่าง