การศึกษาการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามโดยการเพิ่มพื้นที่ในแนวตั้ง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในกระชังในถังไฟเบอร์กลาส ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมหาสารคาม ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนกันยายน 2564 โดยใช้รูปแบบการเลี้ยงต่างๆ กัน คือพื้นที่การเลี้ยงในกระชัง 1, 2 และ 3 ชั้น จากกุ้งขนาดเริ่มต้นน้ำหนักเฉลี่ย 5.45+0.017, 5.45+0.010 และ 5.46+0.005 กรัม ความยาวเฉลี่ย 8.25+0.216, 8.13+0.076 และ 8.27+0.119 เซนติเมตร เมื่อเลี้ยงเป็นระยะเวลา 180 วัน พบว่า กุ้งก้ามกรามมีน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ยเท่ากับ 41.60+2.401, 33.18+1.253 และ 32.05+1.479 กรัม ความยาวสุดท้ายเฉลี่ยเท่ากับ 14.23+0.215, 13.51+0.233 และ 13.44+0.189 เซนติเมตร อัตราการรอดตายเท่ากับ 51.11+3.84, 43.3+3.33 และ 32.59+1.28 เปอร์เซ็นต์ โดยกุ้งก้ามกรามที่เลี้ยงในกระชังพื้นที่ 1 ชั้น มีการเจริญเติบโตดีที่สุด และพบว่าเมื่อเพิ่มพื้นที่การเลี้ยงมากขึ้นทำให้ความหนาแน่นสูงขึ้น จะทำให้กุ้งก้ามกรามมีอัตราการรอดตายลดลง จากผลการทดลองครั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย ผลผลิตรวม รายได้ และผลตอบแทนต่อการลงทุน สรุปได้ว่าการเพิ่มพื้นที่การเลี้ยงในกระชังในแนวตั้งเป็น 2 ชั้น เป็นระดับที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในกระชังในถังไฟเบอร์กลาส เนื่องจากขาดทุนน้อยที่สุด