ผลของความหนาแน่นของลูกกุ้งก้ามกรามต่อการเปลี่ยนแปลงของแร่ธาตุที่สำคัญในน้ำทะเลที่ใช้อนุบาล
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาผลของความหนาแน่นของลูกกุ้งก้ามกรามต่อการเปลี่ยนแปลงของแร่ธาตุที่สำคัญ ในน้ำทะเลที่ใช้อนุบาล ด้วยความหนาแน่น 5 ระดับ คือ 10, 20, 40, 80 และ 120 ตัวต่อลิตร พบว่าปริมาณแร่ธาตุที่สำคัญในน้ำทะเล (Na, K, Cl, Ca, Mg, SO42- และ P) ก่อนและหลังอนุบาล มีอัตราการลดลงแปรผันตามความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้น ในส่วนอัตราการรอดตาย และอัตราการคว่ำ พบว่าที่ความหนาแน่น 10 ตัวต่อลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุดที่ 69.21?7.75 เปอร์เซ็นต์ อัตราการคว่ำสูงสุดที่ 94.73 เปอร์เซ็นต์ ในอายุ 23 วัน คุณสมบัติของน้ำในทุกชุดการทดลองอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยมีต้นทุนการผลิต 0.25, 0.16, 0.09, 0.10 และ 0.10 บาทต่อตัว ตามลำดับ เมื่อพิจารณาจาก ต้นทุนการผลิตของลูกกุ้งก้ามกรามในการทดลองนี้สรุปได้ว่าความหนาแน่น 120 ตัวต่อลิตร เป็นความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลกุ้งก้ามกราม เมื่อนำน้ำทะเลผ่านการอนุบาลครั้งที่หนึ่งทำการตรวจเช็ดปริมาณแร่ธาตุพบว่าแร่ธาตุมีการลดลงในปริมาณน้อย สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่ต้องเติมแร่ธาตุ จึงทำการบำบัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำให้เหมาะสมแก่การอนุบาลลูกกุ้ง แล้วนำมาทดลองเปรียบเทียบการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามจากน้ำทะเลที่เตรียมขึ้นใหม่ น้ำที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ พบว่าอัตรารอดตาย 50.93 ? 7.12, 49.01 ? 3.95 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการคว่ำ 97.12, และ91.71 ตามลำดับ ที่อายุ 31 วัน คุณสมบัติของน้ำในทุกชุดการทดลองอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมีต้นทุนการผลิต 0.09 และ 0.08 บาทต่อตัว ตามลำดับ การอนุบาลโดยหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่สามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เทียบน้ำทะเลที่เตรียมขึ้นใหม่ เมื่อพิจารณาจากอัตราการรอดตาย อัตราการคว่ำ และต้นทุนการผลิตของลูกกุ้งก้ามกราม ในการทดลองนี้สรุปได้ว่าน้ำทะเลที่ใช้ในการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามสามารถใช้อนุบาลได้ 1 ครั้ง โดยส่งผลต่ออัตราการรอดตาย และอัตราการคว่ำเพียงเล็กน้อย แต่สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ 0.01 บาทต่อตัว