Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2554

ปัจจัยคุณภาพน้ำที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกุ้งแคระสวยงามเพื่อการส่งออก

นงนุช เลาหะวิสุทธิ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2554

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

จากการศึกษาการพัฒนาไข่และตัวอ่อนของกุ้งแคระ N. heteropoda พว่า การพัฒนาของไข่จะใช้ ระยะเวลาในการฟักเป็นตัว เป็นเวลา 19 วัน และ การพัฒนาของตัวอ่อนเมื่อฟักออกเป็นตัวอ่อนแล้ว จะไม่มี ความแตกต่างกับกุ้งที่ โตเต็มวัย นอกจากนี้พบว่า ขนาดของลำตัว และ ปริมาณซลล์เม็ดสี จะเพิ่มขึ้น เมื่อ ระยะเวลาเพิ่มขึ้น และ จากการศึกษาเนื้อเยื่อรังไข่ของกุ้งแคระ N. heteropoda ทั้ง 3 ชุดการทดลอง หลังจากที่ได้แช่ในฮอร์โมน 17 เบต้า - เอสตราไดออล เป็นเวลา 96 ชั่วโมง พบว่า เนื้อรังไข่ของกุ้งแคระ N. heteropoda ในชุดกรทดลองที่ 3 หรือ ชุดการทตลองได้รับฮอร์โมน 17- เบต้า เอสตราไดออล ที่ความ เข้มข้น 8 ไมโครกรัมต่อลิตร มีการพัฒนาของรังไข่มากที่สุด แสดงว่า ฮอร์โมน 17- เบต้า เอสตราไดออล สามารถที่จะช่วยเพิ่มการพัฒนาของรังไข่ของกุ้งแคระได้ จากกรศึกษาอัตราส่วนเพศที่ต่างกันที่มีผลต่ออัตรา การลอกคราบและการสืบพันธุ์ของกุ้งแคระโดยปล่อยกุ้งในอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมีย 1:1(12:12), 1:2(8:16) และ 1:3(6:18) เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าระยะเวลาในการลอกคราบ อัตราการเจริญเติบโต อัตรารอดของ พ่อแม่พันธุ์กุ้งแคระ จำนวนแม่กุ้งแคระที่วางไข่ และจำนวนลูกกุ้งต่อแม่กุ้งไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05) การทตลองอนุบาลลูกกุ้งแคระสวยงามเพื่อเพิ่มผลผลิต ประกอบตัวย 3 การทตลอง การทตลองที่ 1 การอนุบาลกุ้งแระในความหนาแน่นที่ต่างกัน ตือ 10, 15 และ 20 ตัว/สิตร เป็นเวลา 2 เตือน พบว่า อัตรา การเจริญเติบโตทุกชุดการทตลองไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกันทางสถิติ (P>0.05) การทตลองที่ 2 การศึกษาการเสี้ยงกุ้งแคระในวัสดุยึดเกาะที่ต่างกันทั้ง 4 ชนิด คือ ขอนไม้ พรรณไม้น้ำชวามอส ก้อนอิฐ และ ไบโอบอล พบว่าอัตราการเจริญเติบโต น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นต่อวัน และปัจจัยคุณภาพน้ำของกุ้งแคระที่เลี้ยงด้วย วัสดุยึดเกาะทั้ง 4 ชนิด คือ ขอนไม้ ชวามอส ก้อนอิฐ และ ไบโอบอล พบว่าทุกชุดการทตลองไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05)ส่วนอัตราการรอดตายของกุ้งแคระพบว่มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยพบว่าชวามอสมีอัตราการรอดสูงที่สุด 88.33+5.77 เปอร์เซ็นต์ และน้ำที่สุด คือวัสดุยึดเกาะ ไบโอบอล 40.00*9.01 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 8 สัปดาห์ และพบว่ปัจจัยคุณภาพน้ำ คือ อุณหภูมิ ค่าการนำไฟฟ้า ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ คำความเป็นกรต-ต่าง ความกระต้าง และความเป็น ด่ง ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ดังนั้นจึงควรใช้วัสดุยึดเกาะชวามอสในการเสี้ยงกุ้งแคระเพื่อให้สัตว์น้ำ แข็งแรงมีอัตราการรอดสูง และการทดลองที่ 3.การศึกษาผลของแมกนีเซียมที่เสริมลงในอาหารต่อการเติบโต ของกุ้งแคระ 5 ระดับ ได้แก่ 0, 2, 4, 6 และ 8 กรัม/กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 8 สัปตาห์ พบว่าน้ำหนักตัวที่ เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือกลุ่มที่ให้อาหารเสริมด้วยแมกนีเชียม กรัม/กิโลกรัมซึ่งอัตรารอดตายไม่แตกต่างกัน ระหว่างกลุ่มทตลองอย่างมีนัยสำคัญ(P>0.05ส่วนการสะสมของแคลเซียมและโพแทสเซียมไม่มีความ แตกต่างระหว่างชุการทตลอง (P>0.05) ส่วนระตับแมกนีเชียมที่สะสมในตัวกุ้งแคระ ในกลุ่มที่เสริมแมกนีเซียม ในอาหาร 2 กรัม/กิโลกรัมมากกว่ชุดทตลองอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ตังนั้นการเลี้ยงกุ้งแคระ ควรเสริมแมกนีเซียมในอาหาร 2 กรัม/กิโลกรัม ผลของความเป็นกรต-ต่างต่อการเกิตสี และความเค็มต่อการเปลี่ยนแปลงรังไข่ของกุ้งแคระสวยงาม ชนิด Neocaridina heteropoda โดยทดลองเลี้ยงกุ้งที่ความเป็นกรด-ด่ง 6., 7, 8 และ 9 และสังเกตการเกิด สีบนลำตัว เป็นระยะเวลา 7 สัปดาห์ ผลการทตลอง พบว่จำนวนเม็ดสีเกิดบนลำตัวกุ้งที่เลี้ยงในความเป็น กรต-ต่ง 7 มากที่สุด 937.5+74.7 จุด แตกต่างกับความเป็นกรต-ต่าง 6, 8 และ 9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ส่วนผลของความเค็มทตลองเลี้ยงกุ้งแคระสวยงามที่ความเค็ม 0, 4, 8 และ 12 ppt เป็นระยะเวลา 24 วัน พบว่า ความเต็มที่ 4, 8 และ 12 ppt มีผลทำให้รังไข่ผิดปกติมีขนาตเล็กลง และในความเค็ม จะทำให้มี การตายของกุ้งแคระสวยงามตังนั้น การเลี้ยงกุ้งแคระสวยงามที่เหมาะสมควรเลี้ยงในน้ำจืดที่มีความเป็นกรด- ด่ง 7 และผลของอุณหภูมิต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาเชลล์สืบพันธุ์ของกุ้งแคระสวยงาม Neocaridina heteropoda กุ้งแคระจำนวน 20 ตัว มีน้ำหนัก 0.01+0.00 กรัม โดยทำการเลี้ยงที่อุณหภูมิแตกต่างกัน 3 ระดับ คืออุณหภูมิ 27, 28 และ 29 องศาเซลเซียส แต่ละชุดการทตลองมี 4 ซ้ำ หลังจากเลี้ยงกุ้งเป็น ระยะเวลา 60 วัน พว่ากุ้งในชุดการทตลองที่เลี้ยงในอุณหภูมิ 27, 28 และ 29 องศาเซลเซียส มีน้ำหนักเฉลี่ย เท่ากับ 0.37?0.02, 0.41?0.04 และ 0.07 0.01 กรัม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.36+0.02, 0.40+0.04 และ 0.06+0.01 กรัม อัตรารอดเท่ากับ 56.25+2.39, 61.25+2.39 และ 5.000.00 เปอร์เซ็นต์ ตามลำตับ ซึ่งทั้ง 3 ชุดการทตลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) นอกจากนี้อุณหภูมิยังส่งผลต่อการ พัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ ในอุณหภูมิ 27 และ 28 องศาเซลเชียสกุ้งแคระมีการพัฒนารังไข่ ส่วนในอุณหภูมิ 29 องศาเซลเซียสไม่มีการพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ ตังนั้นในการเลี้ยงกุ้งแคระควรเลี้ยงที่อุณหภูมิที่เหมาะสมไม่สูงเกิน กว่า 29 องศาเซลเชียส อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 27-28.5 องศาเซลเชียส การใช้แคโรทีน้อยต์จากดอกดาวเรืองผสมอาหารเสี้ยงกุ้งแคระที่ความเข้มขัน 0, 50, 100 และ 200 มก/กก. เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ากุ้งแคระที่กินอาหารผสมแคโรทีนอยต์จากตอกตาวเรืองที่ความเข้มข้น 200 มก/กก. มีน้ำหนักเฉลี่ยสุดท้ายเท่ากับ 45.18+1.27 มิลลิกรัม, อัตรารอต 99.75 เปอร์เซ็นต์ และ ปริมาณแค โรทีนอยต์ในตัวกุ้งแคระ 204.91 + 12.3 กรัมต่อกิโลกรัม เมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบทางสถิติพบว่ามีความ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างชุดการทตลอง (P <0.05) การใช้แคโรที่นอยต์สังเคราะห์ที่ ระดับความ เข้มข้น 0, 80 และ 160 มก./กก. เป็นเวลา 8 สัปตาห์ พบว่า กุ้งแคระที่กินอาหารผสมแคโรที่นอยต์สังเคราะห์ ที่ระดับความเข้มข้น 160 มก/กก. มีน้ำหนักเฉสี่ยสุตท้าย เท่ากับ 35.05+0.16 มิสลิกรัม, อัตรารอต 100 เปอร์เซ็นต์ และ ปริมาณแคโรที่นอยด์ในตัวกุ้งแคระ 88.37-6.58 กรัมต่อกิโลกรัม เมื่อนำข้อมูลมา เปรียบเทียบทางสถิติพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างชุดการทตลอง (P<0.05) การศึกษาผลของสารสกัดเบตาเลนต่อการเสริมรงควัตถุและการต้นอนุมูลอิสระในกุ้งแคระ โดยใช้สารสกัดเบ ตาเลนที่ความเข้มขัน 0, 20, 40 และ 60 มก/กก. เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า การสะสมรงควัตถุแคโรทีนอยด์ และเบตาเลนในตัวกุ้งแคระไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ในสัปดาห์สุดท้ายของ การทดลองกุ้งแคระที่มีการใช้สารสกัดเบตาเลนที่ความเข้มขัน 40 และ 60 มก/กก. มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นดี ที่สุด เท่ากับ 67.0+3.9 และ 67.7+4.1 มิลสิกรัม ตามสำตับ แตกต่างจากการใช้สารสกัดเบตาเลนที่ความ เข้มชัน 20 มก./กก. และชุดควบคุม อัตราการรอดของกุ้งแคระไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) การทตสอบความสามารถในการยับยั้งปฏิกิริยาเพอร์อ็อกซิเดชันของไขมัน พบว่า มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) โตยกุ้งแคระที่ได้รับอาหารที่ผสมสารเบตาเลน 20, 40 และ 60 มก./กก. มี ความสามารถในการยับยั้งปฏิกิริยาเพอร์อ็อกชิเดชันของไขมันไสูงกว่าชุดควบคุม มีค่เท่ากับ 0.00490.0004, 0.00410.0004 และ 0.0045*0.0005 ไมโครโมลของสารมาตรฐานมัลลัลไดแอลดีไฮต์ ตามลำตับ และสำหรับการศึกษาเปอร์เซ็นต์ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ 2,2-diphenyl-1- picry(hydrazy(DPH) ของกุ้งแคระ พบว่า มีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ(P<0.05) โดยกุ้ง แคระที่ได้รับอาหารที่ผสมสารเบตาเลน 60 มก/กก. มีเปอร์เซ็นต์ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ 2,2- diphenyl-1-picry(hydrazy((DPPH) สูงที่สุด มีค่าเท่ากับ 7.4146#0.1617 เปอร์เซ็นต์ การทตลองการเลี้ยง กุ้งแคระด้วยการผสมไคโตซานกับอาหารที่ความเข้มข้นต่างกัน 4 ระดับ ได้แก่ 0, 10, 20 และ 30 มก./กก. เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่ชุดควบคุม มีอัตราการรอดสูงสุดเท่ากับ 53.75 +1.03 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ ระตับไคโตซานที่ 10 มก/กก. มีค่าเฉสี่ยเท่ากับ 52.50 +2.10 เปอร์เซ็นต์ มีความแตกต่างกันอย่างนัยสำคัญ ทางสถิติ (p<0.05) โตยจะพบค่เฉสี่ยน้ำหนักกุ้งที่ระดับไคโตซานที่ 10 มก/กก. มีค่าสูงสุดเท่ากับ 42.2+5.0 มิลสิกรัม ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำตัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนน้ำหนักกุ้งรวมที่ระตับควบคุมและ ระตับไคโตซานที่ 10 มก/กก. มีค่าเฉสี่ยมากที่สุดเท่ากับ 0.42t0.046 และ 0.42+0.060 กรัม (p<0.05) และ พบว่าที่ระตับไคโตซานที่10 มก/กก. มีค่าเฉสี่ยจำนวนคราบของกุ้งสะสมสูงสุด เท่ากับ 9. 75+0.65 เปอร์เซ็นต์ ส่วนค่เฉลี่ยของน้ำหนักคราบกุ้งสะสมพบว่าระดับไคโตชานที่ 10 มก/กก. มีค่าสูงสูดเท่ากับ 5.2+0.5 มิลลิกรัม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

คำสำคัญ

คุณภาพน้ำกุ้งแคระสวยงามความเป็นกรด-ด่างความเป็นด่าง

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงกุ้งแคระสวยงามเพื่อการส่งออก

นงนุช เลาหะวิสุทธิ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2554

การอนุบาลลูกกุ้งแคระสวยงามเพื่อเพิ่มผลผลิต

นงนุช เลาหะวิสุทธิ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2554

คุณภาพอาหารต่อการพัฒนาสีของกุ้งแคระสวยงาม

นงนุช เลาหะวิสุทธิ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2554

การเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและผลผลิตโคพีพอดเพื่อใช้อนุบาล ลูกกุ้งขาววัยอ่อน

มะลิวัลย์ คุตะโค มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2561

การอนุบาลลูกปลาสังกะวาดท้องคมวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างกัน

พวงทอง วันมงคล กรมประมง พ.ศ. 2561

ผลของการอนุบาลลูกกุ้งการ์ตูนวัยอ่อนโดยโคพีพอดต่อการพัฒนาการ การเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย ของลูกกุ้งการ์ตูนวัยอ่อน (Hymenocera picta :รายงานการวิจัยปีที่ 1 (โครงการต่อเนื่อง 2 ปี: ปีงบประมาณ 2554-2555)

เสาวภา สวัสดิ์พีระ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2554

ประสิทธิภาพระบบน้ำหมุนเวียนในการอนุบาล กุ้งขาวแวนนาไม (Penaeus vannamei)

ศักดา วงศ์วุฒิวัฒน์ พ.ศ. 2563

ชีววิทยาการสืบพันธุ์และความต้องการสารอาหารของพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกราม

พิเชต พลายเพชร พ.ศ. 2558

การเลี้ยงปูม้า (Portunus pelagicus Linnaeus, 1758) ผสมผสานกับกุ้งทะเลชนิดต่างๆ

ปริญญา สุทธินนท์ กรมประมง พ.ศ. 2563

การเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามโดยใช้แม่กุ้งที่มีไข่แก่จากบ่อเลี้ยงเกษตรกร ในระยะเวลาต่างๆ กัน ต่อคุณภาพของลูกกุ้ง

เรืองวิชญ์ ยุ้นพันธ์ ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2551