Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2565

การพัฒนาองค์ความรู้ในการจำแนกสายพันธุ์และผลิตภัณฑ์จากพืชเศรษฐกิจชุมชนกระท้อนเพื่อยกระดับการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกระท้อน ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี

วันทนา ลีบ่อน้อย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2565

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และสังคม ก่อให้เกิดการขาดความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม คณะผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้นี้จึงตระหนักถึงแนวทางในการแก้ปัญหาการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้เหล่านี้ ส?งเสริมให?คนจนมีความสามารถในการประกอบอาชีพเพื่อหารายได?ให?มากขึ้น ตลอดจนสามารถพึ่งพาตนเองได?อย?างมั่นคง สร?างโอกาสในการรับข?อมูลข?าวสารที่เป็นประโยชน์ ดังนั้นการเข้าถึงองค์ความรู้ในการสร้างอาชีพนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มรายได้และลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้อุดมสมบูรณ์ที่จะปลูกไม้ผลหรือกระท้อนได้ เช่น กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่เกษตรอินทรีย์บ้านท่าปลวกสูง ตำบลท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ที่มีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งและขายไข่ไก่อารมณ์ดีเป็นหลัก มีความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์แปรรูป แต่อาจจะมีช่วงที่ขาดรายได้หรือรายได้ลดลง เช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกระท้อน อำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี ที่มีการปลูกกระท้อนเป็นรายได้หลัก “กระท้อนตะลุง”เป็นผลไม้ที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับเกษตรกรจังหวัดลพบุรีและได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ถึงแม้ว่ามีการปลูกกระท้อนจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันประสบปัญหาต่างๆ ทำให้จำนวนต้นกระท้อนลดลงจากปัญหาดังกล่าวพันธุกรรมของกระท้อนในประเทศจะสูญหายไปและยากลําบากต่อการพัฒนาหรือปรับปรุงสายพันธุ์ใหม่ๆ ในอนาคต อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีการปลูกกระท้อนกันมาก บางปีมีราคาต่ำ อีกทั้งปัญหาเหล่านี้ยังส่งผลให้ผลผลิตกระท้อนที่ได้ไม่มีคุณภาพ ราคาตก และที่มีตำหนิมากก็ไม่สามารถขายได้ นอกจากนี้ใบของกระท้อนก็จะกลายเป็นวัสดุเหลือทิ้งในพื้นที่ทางการเกษตรแลเป็นะขยะในชุมชนจำนวนมาก ดังนั้นจากปัญหาที่ได้กล่าวมานี้ ทางคณะผู้วิจัยจึงมีแนวคิดร่วมกันในการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างรอบด้านด้วยการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของกระท้อนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้จะช่วยอนุรักษ์การลดลงของความหลากหลายทางพันธุกรรมกระท้อนหรือการสูญพันธุ์ของกระท้อนในพื้นที่ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรมีกระท้อนตะลุงปลูกได้อย่างยาวนานและยังช่วยเพิ่มผลผลิตกระท้อน ทำให้เกษตรกรนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มรายได้ช่วงนอกฤดูกาลกระท้อนอีกด้วย นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์กระท้อนที่มีมูลค่าทางการตลาด โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากกระท้อนและบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษจากใบกระท้อน จากการศึกษาโครงสร้างของพันธุกรรมและการตรวจสอบไพรเมอร์ที่เหมาะสมในการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ โดยใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอ 2 ชนิดคือ iPBS และ ISSR พบว่า เมื่อวิเคราะห์ความหลากหลายและความใกล้ชิดทางพันธุกรรมของกระท้อนด้วยการสร้างเดนโดรแกรมและวิเคราะห์คลัสเตอร์โดยใช้ UPGMA และคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์ความเหมือนของ Dice ด้วยการใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอทั้งสองเครื่องหมายพร้อมกัน คือ iPBS และ ISSR พบว่ากระท้อนทั้ง 15 ตัวอย่าง แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ ปุยฝ้าย อีล่า และนิ่มนวล ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการจำแนกสายพันธุ์กระท้อนทั้งสามสายพันธุ์ คือ ปุยฝ้าย อีล่า และนิ่มนวล สามารถใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอ iPBS และ ISSR การจำแนกสายพันธุ์กระท้อนทั้งสามสายพันธุ์ได้และควรส่งเสริมการปลูกกระท้อนสายพันธุ์พื้นเมืองควบคู่กันไปด้วยเพื่อป้องการความหลากหลายทางพันธุกรมกระท้อนลพบุรีลดลงและเพิ่มความต้านทานต่อโรคและศัตรูพืช นอกจากนี้จากการศึกษาการจำแนกสายพันธุ์และความหลากหลายทางพันธุกรรมยังสามารถจำแนกและอนุรักษ์พันธุ์กระท้อนตะลุง GI ให้ยั่งยืนซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการเพิ่มผลผลิตกระท้อนและเมื่อผลผลิตในแต่ละปีมีมากขึ้น ผลผลิตจึงมีเหลือสำหรับการแปรรูปขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคและสัมภาษณ์กึ่งทางการของกลุ่มเกษตรจึงนำไปสู่งานวิจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากกระท้อนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กัมมี่เยลลี่จากสารสกัดกระท้อน โดยศึกษาอัตราส่วนของน้ำตาล : อิริทริทอลที่เหมาะสมในการผลิตกัมมี่เยลลี่ (0:100, 75:25, 50:50, 25:70, 0:100 โดยน้ำหนัก) ผลการศึกษาพบว่าอัตราส่วนในการผลิตกัมมี่เยลลี่ คือ 50:50 โดยน้ำหนัก เนื่องจากให้ค่าคุณสมบัติทางกายภาพดีที่สุด กัมมี่เยลลี่ที่ได้มีค่า hardness, Cohesiveness, Springiness, Chewiness สูง แสดงว่าโมเลกุลมีความสามารถในการยึดเกาะกันภายในเจลสูง ทำให้เจลมีความยืดหยุ่น เหนียวทนต่อการเคี้ยวได้ดี และกัมมี่ไม่แข็งจึงเหมาะแก่การรับประทาน สูตรที่ดีที่สุดประกอบด้วย น้ำกระท้อนเข้มข้น 60 g (17.41%) น้ำเชื่อมกระท้อน 60 g (17.14%m) เจลาติน 25 g (7.14%m) น้ำตาลทราย 50 g (14.28%m) อิริทริทอล 50 g (14.28%m) กลูโคสไซรัป 100 g (28.57%m) และสารละลายกรดซิตริก 5 g (ร้อยละ 50) โดยผลิตภัณฑ์มีค่าความเป็นกรด-ด่าง 3.42 มีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด 79.73-80.90 องศาบริกซ์ มี นอกจากนี้คุณภาพด้านจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช. 520/2547) และมาตรฐานของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 213 พ.ศ. 2543 ช่วงนอกฤดูกระท้อนเกษตรกรจะมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อไม่ให้ต้นสูงที่ยากต่อการเก็บเกี่ยว จึงมีใบกระท้อนเหลือทิ้ง จึงได้นำมาทำปลิตภัณฑ์กระดาษจากใบกระท้อน การพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษจากใบกระท้อนอบแห้งผู้วิจัยจึงได้ศึกษาสารเคลือบชนิดใหม่เคลือบลงบนกระดาษใบกระท้อนโดยได้เลือกเคลือบด้วยพาราฟินและวาร์นิช ซึ่งสารเคลือบ 2 ชนิดนี้ไม่ทำให้ค่าสมบัติเชิงกลของใบกระท้อนลดลง แต่พาราฟินเมื่อเคลือบลงกระดาษใบกระท้อนแล้วจะได้ผิวเคลือยสีขาวและสัมผัสจะมีความมัน ในขณะที่วาร์นิชจะได้ผิวเคลือบใส แวววาวสวยงาม ดังนั้นสารเคลือบผิวที่เหมาะสมสำหรับกระดาษใบกระท้อนคือวาร์นิช ซึ่งวาร์นิชเป็นสารเคลือบที่มีราคาถูก เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง สามารถจุ่มเคลือบกระดาษใบกระท้อนได้เลย โดยไม่ต้องมีกระบวนการทางความร้อน ไม่เป็นพิษ และเหมาะสมอย่างมากสำหรับนำไปถ่ายทอดสู่ชุมชน ในส่วนของการศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาด ในส่วนของการศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาด ประกอบด้วยการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ในด้านของการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด เพื่อให้สินค้ามีโอกาสเข้าสู่ตลาดได้ ดังนี้วิเคราะห์ SWOT Analysis พบว่า มีจุดแข็งของผลิตภัณฑ์เยลลี่กระท้อนเป็นผลิตภัณฑ์เยลลี่ กระท้อนจากกระท้อนตะลุงที่มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถผลิตจากกระท้อนตกเกรดได้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาต่อยอดมาจากงานวิจัย ทำให้เกิดความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด ผลิตภัณฑ์เpลลี่กระท้อนมีปริมาณความหวานที่เหมาะสม มีความเหนียวหนึบ ไม่ตืดมือ ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้และมีโอกาสในการแข่งขันกับเยลลี่ที่มีขายในท้องตลาดเนื่องจากมีความแปลกใหม่และแตกต่าง สามารถส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศได้ วิเคราะห์ Five Forces Analysis พบว่าผลิตภัณฑ์เยลลี่กระท้อนมีศักยภาพในการทำกำไรได้ ถึงแม้ว่า การคุกคามจากสินค้าทดแทน และความเข้มข้นของการแข่งขันจากคู่แข่งจะสูง แต่หากมีการสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์เยลลี่กระท้อน ให้มีรสชาติที่อร่อยในรูปแบบที่รับประทานได้ง่าย และสามารถหาซื้อได้สะดวก ก็สามารถสร้างโอกาสให้กับธุรกิจผลิตภัณฑ์เยลลี่กระท้อนได้ แผนส่งเสริมการตลาด รูปแบบธุรกิจ (Business Model) ออกแบบตรายี่ห้อสินค้าของผลิตภัณฑ์เยลลี่ โดยใช้ชุมชนมีส่วนร่วมและมีเอกลักษณ์ของชุมชน (focus group) คือ เยลลี่กระท้อน ตรา ตะลุงฟินส์เวอร์ สังเคราะห์ข้อมูลจากการทำ focus group เป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยจะมีการบูรณาการผลิตภัณฑ์เยลลี่กระท้อนและกระดาษจากใบกระท้อนให้เป็นบรรจุภัณฑ์ร่วมด้วย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบพร้อมออกจำหน่ายและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกระท้อน อำเภอเมือง และกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่เกษตรอินทรีย์บ้านท่าปลวกสูง ตำบลท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี อีกด้วย ถ้ามีการต่อยอดผลิตภัณฑ์กัมมี่เยลลี่กระท้อน เช่น มีการเติมวิตามินซีให้เพิ่มคำว่า วิตามินซีสูงบนฉลาก และศึกษาการทำฉลากสินค้าให้เป็นมาตรฐานจะช่วยให้สินค้ามีจุดแข็งหรือโอกาสในท้องตลาดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ถ้านำกระดาษจากใบกระท้อนมาทำของชำร่วย จานจากใบกระท้อนอบแห้งเพื่อจัดจำหน่ายจะเพิ่มมูลค่าสินค้ามากยิ่งขึ้น และยังเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ได้อย่างยั่งยืน คำสำคัญ : ความหลากหลายทางพันธุกรรมกระท้อน เยลลี่กระท้อน กระดาษจากใบกระท้อนอบแห้ง การลดความเหลื่อมล้ำ

คำสำคัญ

Biodiversityความหลากหลายทางชีวภาพผลิตภัณฑ์อาหารfood productsproducts from waste materialsผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้พืชเศรษฐกิจชุมชนกระท้อน

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การผลิตเห็ดเศรษฐกิจแบบครบวงจรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของกลุ่มเห็ดบ้านกลาง ตำบลโพนแพง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร

พรพิมล ควรรณสุ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

การวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเพื่อสร้างนวัตกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในอำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย

ทศพล พงษ์ต๊ะ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2563

การวิจัยและพัฒนาเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนของชุมชนในแหล่งอารยธรรมตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง

ณัฐกิตติ์ อินทร์สวรรค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พ.ศ. 2558

การพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมแปรรูปอาหาร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ยังยื่นในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ฉะเชิงเทรา และนนทบุรี

ปนิดา บรรจงสินศิริ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

กระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารการพัฒนาชุมชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมของประชาชน 3 จังหวัดยากจนโซนภาคเหนือภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ภูสิทธ์ ภูคำชะโนด มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พ.ศ. 2561

การถ่ายทอดองค์ความรู้จากการวิจัยเพื่อยกระดับผลผลิตกระบือไทยอย่างยั่งยืน

พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

การสร้างกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากใบตองชาด หมู่บ้านยางเทิง ตำบลไร่น้อย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

เผ่าไทย วงศ์เหลา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

ศึกษาการดำเนินงานพัฒนาชุมชน ของปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อขับเคลื่อนชุมชน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

จริยา ศรีฟ้า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2556

การพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการชุมชนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในอำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย

ชุติมา ปัญญาหลง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2563

แนวทางการบรรเทาความยากจนของเกษตรกร โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง : กรณีศึกษาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี

ฐิติมา วัฒนจัง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2556