ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติทางเศรษฐศาสตร์และกลไกในการตรวจจับต่อพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชัน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การคอร์รัปชันในรูปแบบของการให้-รับสินบนเป็นรูปแบบหนึ่งที่สามารถพบเห็นได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกระดับของข้าราชการ งานวิจัยนี้จึงให้ความสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติของบุคคลต่อการทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบของการให้-รับสินบน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนคติต่าง ๆ ทางเศรษฐศาสตร์ที่ส่งผลให้บุคคลมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมการให้-รับสินบนมากขึ้น รวมทั้งศึกษาผลของกลไกหรือมาตรการเพื่อป้องกันการเกิดพฤติกรรมดังกล่าว โดยทางผู้วิจัยจะทำการทดลองโดยใช้ห้องปฏิบัติการและการทดลองห้องปฏิบัติการภาคสนามเพื่อทดสอบการตัดสินใจของบุคคลซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทย งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นการเก็บข้อมูลที่ครอบคลุม ได้แก่ แบบสำรวจเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม และทัศนคติต่อการคอร์รัปชัน (การให้-รับสินบน) และการทดลองทางเศรษฐศาสตร์ (Experimental Economics) ที่เก็บข้อมูลเรื่องทัศนคติทางเศรษฐศาสตร์ และพฤติกรรมการให้-รับสินบนภายใต้บริบทที่ต่างกัน กล่าวคือ เพื่อให้สะท้อนสถานการณ์ในชีวิตจริงหรือกฎหมายในหลายประเทศ ซึ่งการคอร์รัปชันสามารถถูกตรวจพบได้ตลอดเวลาและจะถูกลงโทษ ณ เวลาที่การกระทำถูกตรวจพบ การศึกษานี้จึงตรวจสอบผลของการยกยอดความน่าจะเป็นของการถูกตรวจสอบ หากเจ้าหน้าที่รัฐยอมรับสินบน ไปอยู่ในรอบต่อไป หรือคือความน่าจะเป็นของการถูกตรวจสอบมีผลบังคับใช้ยาวขึ้น เพื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหากความน่าจะเป็นของการถูกตรวจสอบการกระทำอยู่ในช่วงเวลาของการกระทำเท่านั้น ผู้วิจัยเก็บตัวอย่างโดยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 กลุ่มประชากร ได้แก่ กลุ่มนักศึกษา ซึ่งคือนักศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) กลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มข้าราชการในภาคส่วนการบังคับใช้กฎหมาย ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้วิธีทางเศรษฐศาสตร์การทดลอง (Experimental Economics) ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากกลุ่มตัวอย่างสี่กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักศึกษา กลุ่มนักเรียนนายร้อยตำรวจ กลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มข้าราชการ ระหว่างเดือนพฤษจิกายน พ.ศ.2566 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ.2567 รวมทั้งหมด 924 คน จากการวิเคราะห์ข้อมูล คณะผู้วิจัยค้นพบว่า (1) ปัจจัยบางประการของบุคคลส่งผลต่อความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการให้-รับสินบน ดังนี้ ผู้ที่เป็นเพศชาย มีค่าเฉลี่ยในพฤติกรรมการคอร์รัปชันมากกว่าผู้ที่เป็นเพศหญิง ผู้ที่มีอายุน้อยมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมการคอร์รัปชันมากกว่าผู้ที่อายุมากกว่า ผู้ที่มีทัศนคติต่อต้านการคอร์รัปชัน มีแนวโน้มที่จะกระทำการคอร์รัปชันน้อยกว่าผู้ที่มีทัศนคติเห็นด้วยกับการคอร์รัปชันอย่างมีนัยสำคัญ และผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีทัศนคติหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจะมีพฤติกรรมการคอร์รัปชันน้อยกว่าทัศนคติแบบอื่นอย่างมีนัยสำคัญ (2) การเพิ่มโอกาสในการถูกตรวจจับและการขยายระยะเวลาการถูกตรวจจับ สามารถลดพฤติกรรมการคอร์รัปชันได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าเฉลี่ยของพฤติกรรมการคอร์รัปชันลดลง เมื่อเพิ่มบทลงโทษทางสังคมและลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเพิ่มบทลงโทษทางกฎหมายที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น (3) กลุ่มตัวอย่างที่ต่างกันมีพฤติกรรมการให้-รับสินบนที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลองที่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจและกลุ่มข้าราชการในภาคส่วนการบังคับใช้กฎหมาย มีค่าเฉลี่ยในพฤติกรรมการคอร์รัปชันมากกว่ากลุ่มตัวอย่างนักศึกษาและกลุ่มตัวอย่างประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อค้นพบที่ผู้วิจัยได้รับในงานศึกษาครั้งนี้ นำมาซึ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ครอบคลุมทั้งมิติการป้องกันและปราบปรามโดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตของ "ต้นไม้แห่งการคอร์รัปชัน" แนวทางที่เสนอแนะประกอบด้วย (1) การปลูกฝังค่านิยมต้านโกงที่เน้นย้ำให้เห็นถึงผลกระทบร้ายแรงของการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค ส่งเสริมให้ประชาชนมีจิตสำนึกและค่านิยมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (2) การตรวจพบอย่างรวดเร็วและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง มีโทษที่รุนแรง และขยายเวลาการหมดอายุความ โดยสนับสนุนการบูรณาการการทำงานของหลายหน่วยงาน ลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์มาใช้ เพื่อตรวจจับและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างมีประสิทธิภาพ (3) การมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง แจ้งเบาะแส และตรวจสอบการใช้อำนาจของภาครัฐ