Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2566

การพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงม้าน้ำหนาม (Hippocampus spinosissimus Weber, 1913)

สาธิยา หวานดี สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2566

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ม้าน้ำ (Hippocampus spp.) เป็นปลาสวยงามที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ถูกคุกคามจากการทำประมงเกินขนาด การทำประมงอวนลาก การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย และการนำมาทำเป็นยารักษาโรค ส่งผลให้ประชากรม้าน้ำในธรรมชาติลดลง ดังนั้นการเพาะเลี้ยงจึงอาจเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มจำนวนประชากรม้าน้ำได้ ซึ่งข้อมูลด้านอาหารต่อการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของม้าน้ำมีความจำเป็นต่อการเพาะเลี้ยงที่มีคุณภาพ การทดลองครั้งนี้ได้ทำการศึกษาการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงม้าน้ำหนาม (Hippocampus spinosissimus Weber, 1913) แบ่งเป็น 3 การทดลอง การทดลองที่ 1 ศึกษาผลของการเสริมกรดไขมันและสาหร่ายสไปรูลิน่าในอาหารมีชีวิตต่อความถี่การผสมพันธุ์และความดกลูกในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ม้าน้ำหนาม โดยเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในแต่ละชุดการทดลองด้วยอาหารสูตร 1 (ไม่เสริมกรดไขมันและสาหร่ายสไปรูลิน่า) อาหารสูตร 2 (เสริมกรดไขมัน) และอาหารสูตร 3 (เสริมกรดไขมันและสาหร่ายสไปรูลิน่า) ตามลำดับ วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด ชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ เป็นระยะเวลา 5 เดือน พบว่าม้าน้ำหนามในทุกชุดการทดลองมีความถี่ในการผสมพันธุ์วางไข่ 3 ครั้งเท่ากัน แต่มีความดกลูกเฉลี่ย 352.33?38.35, 365.44?55.19 และ 433.22?60.68 ตัว ตามลำดับ ซึ่งความดกลูกของม้าน้ำหนามที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตร 3 มากกว่าที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตร 1 และ 2 อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) และทุกชุดการทดลองมีอัตราการรอดตายเฉลี่ยของลูกม้าน้ำหนามอายุ 7 วัน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ผลวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่ใช้ในการทดลองทั้ง 3 ชุดการทดลอง พบว่าอาหารสูตร 3 มีปริมาณโปรตีนและไขมันสูงที่สุด คือ 11.64 และ 1.59 กรัมต่อ 100 กรัม ตามลำดับ การทดลองที่ 2 ศึกษาการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของม้าน้ำหนามอายุ 15 - 30 วัน เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียที่เสริมด้วยกรดไขมันความเข้มข้นต่างกัน วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด โดยเลี้ยงม้าน้ำหนามในแต่ละชุดการทดลองด้วยอาร์ทีเมียที่เสริมกรดไขมันต่างกัน 3 ระดับ คือ 0, 25 และ 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง พบว่าม้าน้ำหนามในชุดที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมัน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร มีน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่าของชุดควบคุมและชุดที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมัน 25 มิลลิกรัมต่อลิตรอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ชุดที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมัน 25 และ 50 มิลลิกรัมต่อลิตร มีความยาวเฉลี่ยและอัตราการรอดตายสูงกว่าของชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ผลการวิเคราะห์กรดไขมันของอาหารที่ใช้ในการทดลอง พบว่าอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมัน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง (n-3 HUFA) สูงกว่าของอาหารในชุดการทดลองที่เหลือ โดยมีปริมาณกรดไขมัน EPA และ DHA 186.31 และ 76.20 กรัมต่อ 100 กรัม ตามลำดับ และการทดลองที่ 3 ศึกษาการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของม้าน้ำหนามอายุ 31 - 60 วัน ด้วยอาหารต่างกัน วางแผนการทดลองแบบอิสระ โดยเลี้ยงม้าน้ำหนามในแต่ละชุดการทดลองด้วยอาร์ทีเมียระยะวัยรุ่นมีชีวิตและกุ้งน้ำกร่อยระยะโพสต์ลาวา เมื่อสิ้นสุดการทดลอง พบว่าม้าน้ำหนามที่เลี้ยงด้วยกุ้งน้ำกร่อยระยะโพสต์ลาวามีการเจริญเติบโตด้านความยาวเฉลี่ยและอัตราการรอดตายเฉลี่ย 4.96?0.404 เซนติเมตร และ 80.00?2.50 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งดีกว่าของชุดที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียระยะวัยรุ่นมีชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่การเจริญเติบโตด้านน้ำหนักเฉลี่ยไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05) ผลวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่ใช้ในการทดลองทั้ง 2 ชุดการทดลอง พบว่ากุ้งน้ำกร่อยระยะโพสต์ลาวามีปริมาณโปรตีนสูงกว่าอาร์ทีเมียระยะวัยรุ่นมีชีวิต คือ 11.00 กรัมต่อ 100 กรัม

คำสำคัญ

Aquacultureการเพาะเลี้ยงHedgehog seahorse (Hippocampus spinosissimus Weber 1913)ม้าน้ำหนาม

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การประยุกต์ใช้โคพีพอดเพื่อเป็นอาหารมีชีวิตในการเพาะเลี้ยงปลากัดสวยงาม

ปิติ อ่ำพายัพ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

นวัตกรรมเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา

ชนกันต์ จิตมนัส มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2559

การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปูม้าสู่ชุมชนประมง

บรรจง เทียนส่งรัศมี ม.ป.พ.] พ.ศ. 2551

การอนุบาลม้าน้ำหนาม Hippocampus spinosissimus Weber, 1913 ด้วยอาหารมีชีวิตชนิดต่าง ๆ

สามารถ เดชสถิตย์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ กรมประมง พ.ศ. 2558

การใช้เทคโนโลยีทางเลือกเพื่อผลิตสัตว์น้ำอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

สมสมร แก้วบริสุทธิ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2554

การวิจัยและพัฒนาศักยภาพการเพาะและเลี้ยงปลาทะเลสวยงามที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการสนับสนุนธุรกิจปลาตู้น้ำทะเลสวยงามและบ่อแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเชิงการค้า

นิลนาจ ชัยธนาวิสุทธิ์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

การพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลากัดเชิงพาณิชย์แบบยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการป้องกันโรคและลดความสูญเสียของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม

ปิติ อ่ำพายัพ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเพาะเลี้ยงและผลิตปลากะรังเชิงพาณิชย์

ปราโมทย์ ศิริโรจน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2556

การศึกษา พัฒนา และปรับปรุงระบบการประมงทะเล เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขัน ของอุตสาหกรรมประมงที่ยั่งยืน ภายใต้กรอบการรับรองมาตรฐานสากล

วิชาญ อิงศรีสว่าง สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2564

กลยุทธ์เพื่อลดการทำประมงปูม้า (Portunus pelagicus Linnaeus, 1758) ที่มีไข่นอกกระดองจากชาวประมงขนาดเล็ก กรณีศึกษาจังหวัดตรัง

ธงชัย นิติรัฐสุวรรณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พ.ศ. 2559