การพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงม้าน้ำหนาม (Hippocampus spinosissimus Weber, 1913)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ม้าน้ำ (Hippocampus spp.) เป็นปลาสวยงามที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ถูกคุกคามจากการทำประมงเกินขนาด การทำประมงอวนลาก การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย และการนำมาทำเป็นยารักษาโรค ส่งผลให้ประชากรม้าน้ำในธรรมชาติลดลง ดังนั้นการเพาะเลี้ยงจึงอาจเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มจำนวนประชากรม้าน้ำได้ ซึ่งข้อมูลด้านอาหารต่อการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของม้าน้ำมีความจำเป็นต่อการเพาะเลี้ยงที่มีคุณภาพ การทดลองครั้งนี้ได้ทำการศึกษาการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงม้าน้ำหนาม (Hippocampus spinosissimus Weber, 1913) แบ่งเป็น 3 การทดลอง การทดลองที่ 1 ศึกษาผลของการเสริมกรดไขมันและสาหร่ายสไปรูลิน่าในอาหารมีชีวิตต่อความถี่การผสมพันธุ์และความดกลูกในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ม้าน้ำหนาม โดยเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในแต่ละชุดการทดลองด้วยอาหารสูตร 1 (ไม่เสริมกรดไขมันและสาหร่ายสไปรูลิน่า) อาหารสูตร 2 (เสริมกรดไขมัน) และอาหารสูตร 3 (เสริมกรดไขมันและสาหร่ายสไปรูลิน่า) ตามลำดับ วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด ชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ เป็นระยะเวลา 5 เดือน พบว่าม้าน้ำหนามในทุกชุดการทดลองมีความถี่ในการผสมพันธุ์วางไข่ 3 ครั้งเท่ากัน แต่มีความดกลูกเฉลี่ย 352.33?38.35, 365.44?55.19 และ 433.22?60.68 ตัว ตามลำดับ ซึ่งความดกลูกของม้าน้ำหนามที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตร 3 มากกว่าที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตร 1 และ 2 อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) และทุกชุดการทดลองมีอัตราการรอดตายเฉลี่ยของลูกม้าน้ำหนามอายุ 7 วัน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ผลวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่ใช้ในการทดลองทั้ง 3 ชุดการทดลอง พบว่าอาหารสูตร 3 มีปริมาณโปรตีนและไขมันสูงที่สุด คือ 11.64 และ 1.59 กรัมต่อ 100 กรัม ตามลำดับ การทดลองที่ 2 ศึกษาการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของม้าน้ำหนามอายุ 15 - 30 วัน เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียที่เสริมด้วยกรดไขมันความเข้มข้นต่างกัน วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด โดยเลี้ยงม้าน้ำหนามในแต่ละชุดการทดลองด้วยอาร์ทีเมียที่เสริมกรดไขมันต่างกัน 3 ระดับ คือ 0, 25 และ 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง พบว่าม้าน้ำหนามในชุดที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมัน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร มีน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่าของชุดควบคุมและชุดที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมัน 25 มิลลิกรัมต่อลิตรอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ชุดที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมัน 25 และ 50 มิลลิกรัมต่อลิตร มีความยาวเฉลี่ยและอัตราการรอดตายสูงกว่าของชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ผลการวิเคราะห์กรดไขมันของอาหารที่ใช้ในการทดลอง พบว่าอาร์ทีเมียเสริมกรดไขมัน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง (n-3 HUFA) สูงกว่าของอาหารในชุดการทดลองที่เหลือ โดยมีปริมาณกรดไขมัน EPA และ DHA 186.31 และ 76.20 กรัมต่อ 100 กรัม ตามลำดับ และการทดลองที่ 3 ศึกษาการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของม้าน้ำหนามอายุ 31 - 60 วัน ด้วยอาหารต่างกัน วางแผนการทดลองแบบอิสระ โดยเลี้ยงม้าน้ำหนามในแต่ละชุดการทดลองด้วยอาร์ทีเมียระยะวัยรุ่นมีชีวิตและกุ้งน้ำกร่อยระยะโพสต์ลาวา เมื่อสิ้นสุดการทดลอง พบว่าม้าน้ำหนามที่เลี้ยงด้วยกุ้งน้ำกร่อยระยะโพสต์ลาวามีการเจริญเติบโตด้านความยาวเฉลี่ยและอัตราการรอดตายเฉลี่ย 4.96?0.404 เซนติเมตร และ 80.00?2.50 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งดีกว่าของชุดที่เลี้ยงด้วยอาร์ทีเมียระยะวัยรุ่นมีชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่การเจริญเติบโตด้านน้ำหนักเฉลี่ยไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05) ผลวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่ใช้ในการทดลองทั้ง 2 ชุดการทดลอง พบว่ากุ้งน้ำกร่อยระยะโพสต์ลาวามีปริมาณโปรตีนสูงกว่าอาร์ทีเมียระยะวัยรุ่นมีชีวิต คือ 11.00 กรัมต่อ 100 กรัม