โครงการศึกษาภาวะเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ปัญหาและความต้องการของชาวนา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์หลักของโครงการ คือวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ สังคมของชาวนาไทย เพื่อเสนอแนะ เชิงนโยบายในการขจัดปัญหาความยากจนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวนาไทย การศึกษาได้ดำเนินการ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 ถึงกรกฎาคม 2556 ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์เป็นข้อมูลจากฤดูกาลเพาะปลูก ปี 2554/55 โดยการสุ่มตัวอย่างแบบ Stratified two-stage sampling จำนวน 4,200 ครัวเรือนจาก 500 หมู่บ้าน ใน 50 จังหวัด งเป็นตัวแทนของชาวนาในทุกภาคของประเทศ ผลการศึกษาพบว่าครัวเรือนขาวนา มีเนื้อที่ถือครองเฉลี่ย 26 ไร่ต่อครัวเรือน และรายได้เงินสดสุทธิ ครัวเรือนเฉลี่ย 223,657 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่ครัวเรือนเกษตรทั่วไปที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ดำเนินการสำรวจในปีเดียวกันว่าเนื้อที่ถือครองของครัวเรือนเกษตรทั่วไปเฉลี่ย 25 ไร่ต่อครัวเรือน และรายได้ เงินสดสุทธิครัวเรือนเฉลี่ย 157 ,144 บาทต่อครัวเรือน นอกจากนั้นยังรายงานว่ในปีเพาะปลูก 2551/52 ถึง 2553/54 รวม 3 ปี รายได้จากพืชกับรายได้ในการเกษตรมีสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นจากร้อยละ 81 เป็น 87 และมีขนาดหนี้สิน 59,808 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับผลการศึกษาครั้งนี้พบว่ารายได้จากพืชเป็นร้อยละ 92 ของรายได้ในการเกษตรของครัวเรือนดังนั้นอนุมานได้ว่ารายได้จากพืชที่สูงนี้ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากข้าวก็สูง ตามไปด้วย เพราะข้าวเป็นรายได้ร้อยละ 76 ของรายได้จากพืช แต่ครัวเรือนชาวนามีขนาดหนี้สินสูงกว่า ครัวเรือนเกษตรทั่วไปคือ 123,339 บาทต่อครัวเรือน แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบฐานะทางการเงินของ ครัวเรือนชาวนายังแข็งแกร่งอยู่กล่าวคือ อัตราส่วนทรัพย์สินต่อหนี้สิน(Net Capital Ratio)ต้นปีเท่ากับ 10.10 และปลายปีเท่ากับ 15.04 เมื่อพิจารณาด้านสังคมพบว่าหัวหน้าครัวเรือนชาวนาส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุคือมี อายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไปถึงร้อยละ 34 ของหัวหน้าครัวเรือนทั้งหมด และมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ทำกินคือ พรบ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ถึงร้อยละ 83 โดยมีการเช่าร้อยละ 26 ของครัวเรือน ชาวนาทั้งหมด ส่วนใหญ่เช่าที่นาจากญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน ร้อยละ 46 และ 30 ของครัวเรือนที่เช่าใน อัตราค่าเช่าเฉลี่ย 958 บาทต่อไร่ต่อปี กล่าวโดยสรุปผลการสำรวจมีประเด็นที่สำคัญ สรุปใต้ตังนี้ จำนวนชาวนาไทยทั้งประเทศจาก การประมาณการมี 4,190,144 ครัวเรื่อน หรือร้อยละ 72 ของเกษตรกรทั้งหมดของประเทศ โดยมีหัวหน้า ครัวเรือนที่อยู่ในวัยสูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ประมาณร้อยละ 33 ซึ่งจัดอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ และมีขนาด เนื้อที่ถือครองเฉลี่ย 26.02 ไร่ต่อครัวเรือน โดยมีที่นาเฉลี่ย 18.18 ไร นอกนั้นเป็นที่การเกษตรอื่นๆ พื้นที่นาที่ อยู่ในเขตชลประทานมีประมาณหนึ่งในสี่ของที่นาทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางมากกว่ภาคอื่นๆ การถือ ครองที่ดินของขาวนาพบว่าชาวนาร้อยละ 84 มีที่ดินของตนเองซึ่งรวมทั้งขาวนาที่มีการเช่าและทำฟรีเพิ่มเติม ด้วย ส่วนที่เหลือเป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินของตนเอง โดยภาคกลางมีสัดส่วนการเช่ามากกว่าภาคอื่นๆของ ประเทศโดยมีชาวนาที่เป็นผู้เช่านาถึงร้อยละ 33 ประสิทธิภาพการใช้ที่ดินของชาวนา (Multiple cropping index: MCI) เท่ากับ 107.97 ซึ่งค่อนข้างต่ำ โดยชาวนา ในภาคกลางมีการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพมาก ที่สุด 124.44 และต่ำสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เท่ากับ 100.69 เท่านั้น ทรัพย์สินครัวเรือนของชาวนาเฉลี่ยครัวเรือนละ 1,890,025 บาท โดยที่ชาวนาภาคใต้มีทรัพย์สินเฉลี่ย สูงสุดที่ 2.686,913 บาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่ำสุดที่ 1,745, 792 บาท เมื่อพิจารณาด้านหนี้สิน พบว่า ขาวนาที่มีหนี้สินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 85.86 ของชาวนาทั้งหมด โดยมีหนี้สินเฉลี่ย ครัวเรือนละ 123,339 บาท ดังนั้น ถึงแม้ว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Debt-Equity Ratio)จะ ไม่สูงนักแต่ชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่หลุดพ้นจากการเป็นหนี้ รายได้เงินสดของครัวเรือนขาวนาประกอบด้วย รายได้เงินสดในการเกษตรและรายได้นอกการเกษตร โดยมีรายได้เงินสดในการเกษตร เฉลี่ยครัวเรือนละ 213,528 บาทต่อปี รายได้จากข้าวซึ่งเป็นพืชหลักคิดเป็น ร้อยละ 61 ของรายได้เงินสดในการเกษตร รายได้นอกการเกษตรคิดเป็นหนึ่งส่วนสามของรายได้เงินสดของ ครัวเรือน คือ 110,421 บาทต่อครัวเรือน รายจ่ายเงินสดของครัวเรือน ประกอบด้วย รายจ่ายเงินสดในการเกษตร 100,293 บาท หรือร้อยละ 43 และรายจ่ายเงินสดนอกการเกษตร 130,801 บาท หรือร้อยละ 57 ของคำใช้จ่ายทั้งหมด ดังนั้น รายได้เงิน สดสุทธิ์ในการเกษตร เท่ากับ 113,235 บาท รายได้สุทธิครัวเรือน หรือเงินออมอย่างง่ายเท่ากับ 92,856 บาท ต่อครัวเรือน โดยปกติแล้ว รายได้ที่เป็นเงินสดสุทธิครัวเรือน (family net cash income) หรือผลรวมระหว่าง รายได้เงินสดสุทธิในการเกษตร และรายได้เงินสดนอกการเกษตร ก่อนหักค่ใช้จ่ายนอกการเกษตรจะบ่งบอก ถึงฐานะทางการเงินของขาวนาที่จะสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ในชีวิตประจำวัน รายได้เงินสดสุทธิของครัวเรือน ชาวนาไทย เท่ากับ 223,657 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งขาวนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคเดียวที่มีรายได้ เงินสดสุทธิครัวเรือนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ขณะที่ชาวนาในภาคกลาง มีรายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนสูง กว่าค่เฉลี่ยมาก และเมื่อนำมาจัดชั้นตามขนาดถือครองที่ดินโดยแบ่งเป็นในเขตและนอกเขตชลประทาน ก็ พบว่า ชาวนาในเขตชลประทานมีรายได้เงินสดสุทธิครัวเรือนสูงกว่ชาวนานอกเขตชลประทานทุกกลุ่มขนาด เนื้อที่ถือครอง ยกเว้น ชาวนาที่มีที่นา ต่ำกว่า 10 ไร่ แสดงว่า ขาวนาในเขตชลประทานมีฐานะดีกว่ชาวนา นอกเขตชลประทาน เมื่อพิจารณาจากรายได้เงินสดสุทธิครัวเรือน ตามเกณฑ์เส้นความยากจน(Poverty line) ที่สำรวจโดยสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปีพ.ศ.2554 พบว่า ชาวนาร้อยละ 42.07 ของชาวนาทั้งประเทศมีรายได้เงินสดสุทธิต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวนานอกเขต ชลประทานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณร้อยละ 50 มีฐานะต่ำกว่าเส้นความยากจน ส่วนในด้าน ประเพณีและวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าวนั้น มีการปฏิบัติกัน ไม่มากนักยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้น เพื่อที่ให้บรรลุเป้าหมายการขจัดความยากจนที่รัฐกำหนดไว้ จำเป็นต้องหากลยุทธ์ในการเพิ่ม รายได้ให้แก่ชาวนาไทย ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งในด้านเกษตรและนอกการเกษตร ด้วยการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้นชลประทานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้ที่ดิน การเพิ่มผลิตภาพโดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ดีที่มีคุณภาพอย่างพอเพียงและทั่วถึงเพื่อลดต้นทุนการ ผลิต พัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารตลอดจนการและสร้างชาวนรุ่นใหม่ เพื่อสืบทอดอาชีพการทำนาด้วย เทคโนโลยีที่เหมาะสม ร่วมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนฟื้นฟูประเพณีและวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าวอย่างต่อเนื่องซึ่ง จะนำไปสู่ความสามัคคีและความร่วมมือของชุมชน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีก ทางหนึ่ง รวมถึงการฝึกอบรมแรงงานให้สามารภประกอบอาชีพเสริมด้านอุตสาหกรรมและบริการทั้งในระดับ ครัวเรือน ระดับชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็ก (SME)