นวัตกรรมการสอนเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเต็มใจในการพูดภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทย ระดับปริญญาตรี
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาตัวบ่งชี้ และองค์ประกอบของตัวแปรที่ส่งผลต่อความเต็มใจในการ สื่อสารภายาอังกฤษของนักศึกยาไทยในระดับปริญญาตรี (2) นำผลวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงขึ้นข้นมาสร้างกรอบ นวัตกรรมเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน (3) ทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมการ สอนภาษาอังกฤษที่เน้นการใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียนด้วยความเต็มใจ (4) เพื่อหาปัจจัยและเงื่อนไขของการใช้ นวัตกรรมการสอนภาษาอังกฤษที่เน้นการใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียนด้วยความเต็มใจ งานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกเป็นขั้นตอนการทดสอบองค์ประกอบเชิงขึ้นขันของตัวแปร มีกลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 553 คน จากมหาวิทยาลัยรัฐบาล 4 แห่งเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม เกี่ยวกับองค์ประถอบของความเต็มใจในการสื่อสาร มีคำถาม จำนวน 16 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .87 และนำผลการ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงขึ้นขั้นมาสร้างนวัดกรรมการสอน จำนวน 3 บทเรียน ช่วงที่สอง เป็นการวิจัยกึ่งทดออง เพื่อใช้นวัดกรรมที่สร้างขึ้น มีกลุ่มตัวอย่างป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในรายวิชาวิชาภายาอังกฤษเพื่อ ทักษะการสื่อสารกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม จำนวน 22คน และกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม จำนวน 33 คน การเก็บข้อมูลประกอบด้วย การสังเกดการณ์สอน แบบสอบถามวัดระดับความเต็มใจในการสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆในห้องร้ยน การสัมภาษม์ นักศึกษาและ อาจารย์ และการประเมินนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน การวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงแรก ใช้สถิติเชิงบรรยาย และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนอัน ซึ่งพบว่า ผล การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงขึ้นอันอันดับสองของโมเดลการวัดปัจจัยที่ส่งผลต่อความเต็มใจในการสื่อสาร ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยระดับปริญญาตรีได้ค่า ไค-สแควร์ = 80.84, df = 57, p.0.021, SRMR = 0.043, RMSEA = 0.028,GFI = 0.98, AGFI= 0.96, CN = 597 และn-สแควร์สัมพัทธ์ (22/40 เท่ากับ 1.42 แสดงว่า โมเดลมีความ สอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ องค์ประกอบย่อยทั้ง 4 บริบท ได้แก่ บริบทสังคม-ปัจเจกบุคคล บริบททาง สังคม-จิตวิทหา บริบททางวัฒนธรรม และปริบทห้องร้อน เป็นองค์ประถอบที่แท้จริงของความเต็มใจในการสื่อสาร ภายาอังกฤษของนักศึกษาไทยระดับปริญญาตรี ซึ่งผลการวิจัยนี้นำไปไช้สร้างกรอบน วัดกรรมเพื่อการออกแบบ กิจกรรมการสอนกระตุ้นให้ผู้เรียนคนไทยเกิดความเต็มใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงที่สอง ประกอบด้วย independent sample t-lest การวิเคราะห์เนื้อหา และการตรวจสอบแบบสามเส้า (tiangulabon) ผลการ ทดลองแสดงให้เห็นว่านักศึกษาในกลุ่มทดลองมืความวิตกกังวลน้อยกว่านักศึกษาในกลุ่มควบคุม งานวิจัยนี้มีส่วน พัฒนาให้เกิดประโยชน์ในแง่ทฤษฎีการสอนเพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาเต็มใจในการสื่อสารมากขึ้น