การลอกกาวเซอริซินจากเส้นไหมไทยด้วยโปรตีเอส
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ กาวไหมเป็นโปรตีนเซอริซินที่จำเป็นต้องทำการขจัดออกไปจากเส้นไหมเพื่อให้อนุภาคของสีย้อมสามารถจับกับโครงสร้างส่วนโปรตีนไฟโบรอินได้ดี ขบวนการลอกกาวไหมนั้นเกษตรกรนิยมต้มในสารละลายด่างแก่ในน้ำเดือด ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของเส้นใยไหม ทำการวิเคราะห์ปริมาณกาวจากเส้นไหมพันธุ์ไทย (Bombyx mori . L.) ด้วยโซเดียมคาร์บอเนต 0.05 % ในน้ำต้มเดือดนาน 60 นาที จำนวน 2 ครั้ง พบว่าเส้นไหมไทยสายพันธุ์นางลายที่สาวมือชนิดต่างๆ ได้แก่ ไหมเปลือกรัง ไหมน้อย ไหมแลง และไหมสาวเลย ประกอบด้วยกาวเซอริซิน 39.79 ? 2.24 , 23.01 ? 1.01, 20.48 ? 1.62 และ 28.34 ? 0.87% ตามลำดับ จากนั้นทำลอกกาวไหมสาวเลยอีกชุดด้วยเอนไซม์โปรติเอสทางการค้าและเอนไซม์ที่คัดเลือกได้จากจุลินทรีย์ โดยทำการปรับสภาวะให้เหมาะสม พบว่าพาเพนชนิดผงแห้ง 1.5 กรัม/ลิตร pH 7.5 อุณหภูมิ 65 ?C นาน 90 นาที สามารถลอกกาวเส้นไหมได้ 27.57 ? 0.42 คิดเป็น 97.28 % ของการลอกกาวด้วยโซเดียมคาร์บอเนต 0.05 % โบรมิเลนผงแห้ง 2 กรัม/ลิตร pH 6.74 อุณหภูมิ 55 ?C นาน 90 นาที สามารถลอกกาวเส้นไหมได้ 27.93 ? 3.84 % คิดเป็น 98.55 % ของการลอกกาวด้วยโซเดียมคาร์บอเนต 0.05 % เอนไซม์ โปรติเอสที่ผลิตจากเชื้อ Bacillus sp. A39 อุณหภูมิ 55 ?C เวลา 60 นาที จำนวน 2 ครั้ง สามารถลอกกาวได้ 27.71 % คิดเป็น 97.78 % ของการลอกกาวด้วยโซเดียมคาร์บอเนต 0.05 % เมื่อตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของเส้นไหมที่ลอกกาวด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราด พบว่าเส้นไหมที่ลอกกาวด้วย เอนไซม์จากการค้ามีคุณลักษณะใกล้เคียงกับเส้นไหมที่ลอกกาวด้วยโซเดียมคาร์บอเนต ทำการลอกกาวเส้นไหมชนิดสาวเลยด้วยเอนไซม์โบรมิเลนอัตรา 4 กรัมต่อน้ำ1ลิตร โดยวิธีการลอกกาวแบบครัวเรือน ที่อุณหภูมิ 55 -60 ?Cเป็นเวลา 90 นาที เปรียบเทียบกับการลอกกาวด้วยด่างที่เกษตรกรใช้พบว่าสามารถลอกกาวได้ 82.25 %ของการลอกกาวด้วยโซเดียมคาร์บอเนต 0.05 % ในขณะที่ด่างที่เกษตรกรใช้สามารถลอกกาวได้ 89.48 % ของการลอกกาวด้วยโซเดียมคาร์บอเนต 0.05 % และเส้นใยที่ผ่านการลอกกาวทั้งสองวิธีก็มีความแข็งแรงใกล้เคียงกัน และเมื่อทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพของผ้าที่ทอจากเส้นใยที่ลอกกาวด้วยด่าง และเส้นใยไหมที่ลอกกาวด้วยโบรมิเลนพบว่าผ้าทั้ง 2 ชุด มีคุณสมบัติด้านความคงทนของสีต่อการซัก ต่อแสงแดดเทียม และต่อการขัดถู ใกล้เคียงกัน ในด้านความคงทนต่อการฉีกขาดอยู่ในระดับเดียวกัน และค่าองศาของการคืนตัวของผ้านั้นผ้าที่ลอกกาวด้วยด่างมีแนวโน้มที่จะคืนตัวได้มากกว่าผ้าที่ลอกกาวด้วยโบรมิเลน.จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าสามารถใช้เอนไซม์โบรมิเลนในการลอกกาวเส้นไหมชนิดสาวเลยได้ในระดับดีโดยใช้พลังงานในการลอกกาวที่น้อยกว่าการใช้ด่าง คำสำคัญ : เส้นไหม, การลอกกาว, เอนไซม์โปรติเอส