กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การพัฒนาเทคนิคการฟอกย้อมสีเส้นไหมด้วยวิธีธรรมชาติเพื่อการแข่งขันเชิงพาณิชย์ดำเนินการ ทดลองที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา เพื่อเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์กาวเซริซินที่เหลืออยู่ บนเส้นไหมหลังการฟอกกาว ความเหนียว และการยืดตัว ความคงทนของสีต่อแสง และความคงทนของ สีต่อการซักตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยนำพืช 6 ชนิด คือ ฝักราชพฤกษ์ เปลือกจามจุรี ต้น รกฟ้า เหง้ากล้วยป่า กิ่งสะแกนา และเปลือกกับกะลามะพร้าว มาทดลองเปรียบเทียบและคัดเลือกพืชที่ เหมาะสมในการฟอกกาวเส้นไหมไว้ 3 ชนิด นำไปทำเป็นน้ำด่างธรรมชาติ ได้แก่ เถ้าเปลือกกับ กะลามะพร้าว เถ้าเปลือกต้นจามจุรี และเถ้าเหง้ากล้วยป่า โดยใช้ความเข้มข้นในการทดลอง 3 ระดับ ขี้เถ้า (กิโลกรัม) : น้ำ (ลิตร) อัตรา 5:25 5:50 และ 5:75 และตรวจสอบการฟอกกาวด้วยสารเคมี วางแผนการ ทดลองแบบ 3x3+1 Factorial in CRD 3 ซ้ำ ทำให้ได้พืชที่สามารถนำไปทำเป็นน้ำด่างธรรมชาติฟอกกาว เส้นไหมทดแทนสารเคมี 2 ชนิด 3 ระดับความเข้มข้น คือ น้ำด่างจากเถ้าของเปลือกกับกะลามะพร้าว 5:25, 5:50 และน้ำด่างจากเถ้าเหง้ากล้วยป่า 5:25 โดยใช้น้ำด่าง 20 ลิตร ฟอกกาวเส้นไหมได้ 1-1.5 กิโลกรัม ร้อยเส้นไหมใส่ห่วง 4-5 ห่วง อุณหภูมิของน้ำด่างขณะฟอกกาว 90-95 องศาเซลเซียส กลับเส้นไหมทุกๆ 5 นาที ใช้เวลาในการฟอกกาว 30-40 นาที เส้นไหมที่ไดจ้ ะมีกาวเซริซินเหลืออยู่ประมาณ 3-4 % จึงนำไป ย้อมสีธรรมชาติจากครั่งตามกรรมวิธีย้อมร้อน โดยใช้สารส้มบดละเอียด 200 กรัมต่อน้ำย้อม 30 ลิตร และ น้ำมะขามเปียก 200 ซีซี ต่อน้ำย้อม 30 ลิตร เป็นสารช่วยติดสี จะทำให้ได้เส้นไหมที่มีค่าความคงทนของสี ต่อแสงระดับ 5-6, 4-5 และ 4-5 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าและเทียบเท่ากับเส้นไหมที่ฟอกกาวด้วยสารเคมี (ระดับ 4-5) และมีค่าความทนต่อการซัก สีตกติดผ้าขาวฝ้ายและไหม (ระดับ 4) ในระดับเท่ากัน