การเพิ่มประสิทธิภาพการย้อมเส้นใยจากเศษรังไหม ด้วยสีธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์เขมร ใน อ. สุวรรณภูมิ จ. ร้อยเอ็ด และการใช้ประโยชน์จากน้ำย้อมในภาพพิมพ์ เพื่อความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน…
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาสภาวะการผลิตส้นไหมจากรังไหมด้วยกระบวนการย่อยทางเคมี โดยใช้สารละลายโซเดียมคาร์บอเนต ที่เข้มข้นที่ 0.2 M, 0.4 M, 0.6 M, 0.8 M ที่อุณหภูมิ 100 ?C ศึกษาเวลาในการย่อยที่ 30 นาที, 60 นาที, 90 นาที, 120 นาที, 150 นาที, 180 นาที จากการทดลองพบว่า ที่ความเข้มข้น 0.2 M เวลาการย่อย 30 นาที ให้ความยาวเส้นไหม 20.59 เมตร ที่ความเข้มข้น 0.4 M เวลาในการย่อย 30 นาที ให้ความยาว 21.71 เมตร ความเข้มข้นที่ 0.6 M เวลาย่อย 120 นาที ให้ความยาว 15 เมตร ความเข้มข้นที่ 0.8 M เวลาในการย่อย 30 นาที ให้ความยาว 15.16 เมตร ในงานวิจัยนี้ยังสนใจที่จะศึกษาการย่อยด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ได้ทำการศึกษาที่ความเข้มข้นที่ 0.010 M, 0.020 M ที่อุณหภูมิ 100 ?C โดยทำการศึกษาเวลาที่ 30 นาที, 60 นาที, 90 นาที, 120 นาที, 150 นาที, 180 นาทีจากการทดลองพบว่าที่ความเข้มข้น 0.010 M เวลาที่เหมะสมในการย่อยคือ 150 นาที ให้ความยาว 13.81 เมตร ที่ความเข้มข้น 0.020 M เวลาที่เหมาะสมในการย่อยคือ 90 นาที ให้ความยาว 26.97 เมตร ตามลำดับ การย่อยด้วยสารละลาย โซเดียมคาร์บอเนตให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า และสามารถปั่นให้เป็นเส้นด้ายได้ง่ายกว่าเส้นใยที่ได้จากการย่อยด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และงานวิจัยนี้ยังเป็นการนำสีธรรมชาติจากเปลือกต้นยางเหียง มาทำการย้อมกับผ้าไหม โดยได้ใช้สารช่วยติดสีทั้งหมด 14 ชนิด ได้แก่ สารส้ม (AlK(SO4)2), สนิมเหล็ก (FeSO4), จุนสี (CuSO4), แบเรียมซัลเฟต (BaSO4), แคลเซียมซัลเฟต (CaSO4), โซเดียมซัลเฟต (Na2SO4), โซเดียมคาบอเนต (NaCO3), แคลเซียม, คาร์บอเนต (CaCO3), โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3), แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl), โซเดียมคลอไรด์ (NaCl), ซิงค์คลอไรด์ (ZnCl), กรดบอริก (Boric acid) และ กรดอะซิติก (Acetic acid) จากสารช่วยติดสีทั้งหมด ในงานวิจัยนี้ สนใจที่จะศึกษา การใช้ AlK(SO4)2 CuSO4 และ FeSO4 เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับการที่ไม่ใส่ สารช่วยติดสี และศึกษาสภาวะที่เหมาะสม ได้แก่ ระยะเวลา อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง พบกว่า ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ 60 นาที อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างคือ 5 ตามลำดับ การศึกษาเปรียบเทียบ ความเข้มขนของสีย้อม 20% 40% และ 60% owf และใช้วิธีการย้อมที่แตกต่างกัน 3 วิธีได้แก่ การใส่สารช่วยติดสีก่อนการย้อม การใส่สารช่วยติดสีระหว่างการย้อม และการใส่สารช่วยติดสีหลังการย้อม ผ้าที่ได้จากการย้อมจะถูกนำมาทำการตรวจสอบคุณสมบัติของสี ด้วยเครื่อง CIE. LAB. (L * a* และ b *) และการทดสอบความคงทนต่อการชักและการตกสีตามมาตรฐาน ISO จากผลการทดลองพบว่า ผ้าไหมที่ย้อมโดยไม่ใช้สารช่วยติดสี มีเฉดสีน้ำตาลอ่อน ผ้าไหมที่ใช้สารส้มเป็นตัวช่วยติดสี (AlK(SO4)2) มีเฉดสีน้ำตาล-เหลือง ผ้าไหมที่ถูกย้อมด้วยจุนสี (CuSO4) มีเฉดสีน้ำตาลเข้ม และผ้าไหมที่ถูกย้อมด้วยสนิมเหล็ก (FeSO4) มีเฉดสีน้ำตาล-เข้ม ซึ่งวิธีที่การย้อมสารช่วยติดสีหลังการย้อม ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด ค่าความคงทนต่อการซักอยู่ในระดับที่ดี และความซีดจางของสีอยู่ในระดับพอใช้ถึงดี