การเพิ่มประสิทธิภาพการย้อมเส้นใยจากเศษรังไหม ด้วยสีธรรมชาติของกลุ่มชาติพันธุ์เขมร ใน อ. สุวรรณภูมิ จ. ร้อยเอ็ด และการใช้ประโยชน์จากน้ำย้อมในภาพพิมพ์ เพื่อความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชุดโครงการวิจัยนี้มีทั้งหมด 3 โครงการวิจัยย่อย ระหว่างเดือนตุลาคม 2564-เดือนมีนาคม พ.ศ. 2565ดังนี้ 1) โครงการความหลากชนิดของพืชที่ใช้ในการย้อมสีเส้นไหมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขมร ใน อ. สุวรรณภูมิ จ. ร้อยเอ็ด 2) โครงการ การศึกษาการสร้างเส้นใยจากเศษรังไหมตัดเพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการเพิ่มประสิทธิภาพการย้อมสีธรรมชาติในเส้นใยที่ผลิตได้ และการนำไปสู่การแปรรูป 3) การศึกษาภาพพิมพ์สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการพิมพ์ย้อมบนวัสดุผ้าพื้นเมืองเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากสีธรรมชาติโดยใช้สีย้อมผ้าเหลือใช้ ผลการศึกษาทั้ง 3 พบ พบพืชที่ใช้ในการย้อมสีธรรมชาติเส้นไหมทั้งหมดของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขมรในอำเภอสุวรรณมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 40 ชนิด 37 สกุล 25 วงศ์ โดยพบว่าพืชวงศ์ Fabaceae มีการใช้มากที่สุด 10 ชนิด ส่วนของพืชที่ใช้มากที่สุด คือ ใบ 15 ชนิด (25%) แหล่งที่มาของพืชให้สีย้อมที่พบมากที่สุด คือ ในชุมชน จำนวน 33 ชนิด (82%) เฉดสีที่พบทั้งหมด 7 เฉดสี โดยพบว่าพืช 1 ชนิด สามารถให้สีได้หลายสี พืชที่มีค่าดัชนีการใช้ (Use Value Index) มากที่สุด คือ ขนุน Artocarpus heterophyllus Lam. (0.43) การศึกษา สภาวะการผลิตเส้นไหมจากรังไหมด้วยกระบวนการย่อยทางเคมี โดยใช้สารละลายโซเดียมคาร์บอเนต และสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ จากการทดลองพบว่าการย่อยด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า และสามารถปั่นให้เป็นเส้นด้ายได้ง่ายกว่าเส้นใยที่ได้จากการย่อยด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และงานวิจัยนี้ยังเป็นการนำสีธรรมชาติจากเปลือกต้นยางเหียง มาทำการย้อมกับผ้าไหม โดยได้ใช้สารช่วยติดสีทั้งหมด 14 ชนิด การศึกษาเปรียบเทียบ ความเข้มข้นของสีย้อม 20% 40% และ 60% และใช้วิธีการย้อมที่แตกต่างกัน 3 วิธีได้แก่ การใส่สารช่วยติดสีก่อนการย้อม การใส่สารช่วยติดสีระหว่างการย้อม และการใส่สารช่วยติดสีหลังการย้อม ผลการทดลองพบว่า ผ้าไหมที่ย้อมโดยไม่ใช้สารช่วยติดสี มีเฉดสีน้ำตาลอ่อน ผ้าไหมที่ใช้สารส้มเป็นตัวช่วยติดสี (AlK(SO4)2) มีเฉดสีน้ำตาล-เหลือง ผ้าไหมที่ถูกย้อมด้วยจุนสี (CuSO4) มีเฉดสีน้ำตาลเข้ม และผ้าไหมที่ถูกย้อมด้วยสนิมเหล็ก (FeSO4) มีเฉดสีน้ำตาล-เข้ม ซึ่งวิธีที่การย้อมสารช่วยติดสีหลังการย้อม ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด ค่าความคงทนต่อการซักอยู่ในระดับที่ดี และความซีดจางของสีอยู่ในระดับพอใช้ถึงดี การศึกษาการสร้างภาพพิมพ์ลงบนผืนผ้าจากการนำวัตถุดิบต่าง ๆ จากธรรมชาติ โดยการออกแบบสัดส่วนสารประกอบทางเคมีในครัวเรือนสำหรับการสร้างสรรค์ Thai mordant สูตรที่ 1 “ขี้เถ้า” น้ำส้มสายชูกลั่น5% 300 ML ผงสารส้ม 25 กรัม ผงขี้เถ้า 20 กรัม ผงสนิม/น้ำสนิม(เข้มข้น) 0.3 กรัม น้ำเปล่า 200 ML น้ำสีย้อมผ้าเหลือใช้ 100 ML สูตร 2 สูตร 2 “ปูนขาวเคี้ยวหมาก” น้ำส้มสายชูกลั่น5% 300 ML ผงสารส้ม 20 กรัม ผงปูนขาวเคี้ยวหมาก 20 กรัม ผงสนิม/น้ำสนิม (เข้มข้น) 0.2 กรัม น้ำเปล่า 200 ML 100 น้ำสีย้อมผ้าเหลือใช้ ML และใช้กับแม่พิมพ์ด้วยลักษณะการแช่แม่พิมพ์กับสารดังกล่าว รวบรวมเก็บเป็นข้อมูลสีจากแม่พิมพ์รวมถึงสีจากธรรมชาติที่ใช้ในกระบวนพิมพ์ ซึ่งสามารถนำมาใช้พิมพ์ลงบนผ้าพื้นเมือง เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าไหม โดยสรุปผลการสร้างสรรค์ด้วยการนำองค์ความรู้เผยแพร่สู่สาธารณะ ทั้งรูปแบบจัดโครงการอบรมเผยแพร่สู่ผู้ที่สนใจ โดยสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากสีธรรมชาติที่ใช้น้ำสีย้อมผ้าเหลือใช้บนผ้าพื้นเมือง นำมาปรับปรุงให้เกิดความงามทางด้านสุนทรียศาสตร์ได้เหมาะสมกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น