การขยายผลเชิงพื้นที่ในการพัฒนาการเลี้ยงและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ-โคนมด้วยสมุนไพรไทยโดยใช้พริกป่นและขมิ้นชันในอาหารสัตว์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การขยายผลการศึกษาผลของการเสริมสมุนไพรสองชนิด คือพริกป่น และผงขมิ้นชันในอาหารผสมเสร็จ (TMR) ของโคเนื้อและโคนมครั้งนี้ ได้มีการทดลองในฟาร์มของเกษตรกรและการจัดอบรมขยายผลในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ งานทดลองในฟาร์มแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ 1 การศึกษาในอาหารโคเนื้อ และ 2 ในอาหารโคนม มีการใช้สมุนไพรเสริมในอาหาร TMR ของโคทั้งโคเนื้อและโคนมปริมาณ 100 กรัมต่อตัวต่อวัน โดยใช้ใช้พริกป่น 25% ร่วมกับผงขมิ้น 75% ในส่วนผสมสมุนไพร โคเนื้อใช้ลูกผสมพันธุ์แองกัส 50% จำนวน 12 ตัว ในโคนมใช้ลูกผสมพันธุ์โฮลสไตน์ฟรีเชียน จำนวน 12 ตัว ในการศึกษาโคเนื้อ พบว่าช่วยเพิ่มการกินอาหารได้ เป็น 13.24 กิโลกรัมต่อวัน และเทียบกับที่ไม่ได้เสริมสมุนไพร 11.93 กิโลกรัมต่อวัน เพิ่มอัตราการเจริญเติบโตโดยเฉลี่ย 1.42 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน เทียบกับ 1.19 กิโลกรัมต่อตัวต่อวันในกลุ่มที่ไม่ใช้สมุนไพร มีอัตราการแลกเนื้อ (FCR) 9.32 ต่ำกว่า 10.02 ที่ไม่ได้รับสมุนไพร ในระยะแรกขุน 3 เดือน และในระยะ 5 เดือนสุดท้ายมีการกินได้ของวัตถุแห้ง 16.38 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน มากกว่า 14.65 กิโลกรัมต่อตัวต่อวันในกลุ่มไม่เสริมสมุนไพร ส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโต 1.24 กิโลกรัมต่อวันมากกว่า 0.96 กิโลกรัมต่อวัน ของกลุ่มไม่เสริมสมุนไพร มีอัตราการแลกเนื้อ (FCR) 12.95 ต่ำกว่ากลุ่มไม่เสริม 14.58 ตามลำดับ น้ำหนักตัวเมื่อสิ้นสุดการทดลองมากกว่าคือ 656.78 กิโลกรัมและ631.10 กิโลกรัม ตามลำดับ มีผลดีต่อเปอร์เซ็นต์ซากของโคที่ดีขึ้นโดยมีค่า 59.68% สำหรับโคที่เสริมสมุนไพร และ 56.42% ในกลุ่มที่ไม่เสริมสมุนไพรตามลำดับ ค่าความสว่าง (L*) ค่าสีแดง (a*) ค่าสีเหลือง (b*) สำหรับโคที่เสริมสมุนไพรมีค่ามากกว่า (P<0.05) มีความนุ่มมากกว่า องค์ประกอบของเนื้อมีค่าวัตถุแห้ง (DM) ค่าความชื้นอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติไม่แตกต่างกัน ค่าโปรตีน และ ไขมัน ของเนื้อสันนอก ในกลุ่มที่เสริมสมุนไพรจะมากกว่าคือ 86.53% และ 75.42% ตามลำดับ สำหรับโปรตีน และไขมันก็มีผลเช่นกันคือ 14.65% และ 10.24% ตามลำดับ ส่วน Ash พบว่ามีผลไม่แตกต่างกัน TMR ที่ใช้มีราคา 5.84 บาทต่อกิโลกรัมสด และเมื่อมีการเสริมสมุนไพรจะมีราคากิโลกรัมละ 6.23 บาท ปกติตลอดระยะเวลา 8 เดือนจะมีต้นทุนค่าอาหาร 19,088.04 บาทต่อตัว การเสริมด้วยสมุนไพรจะมีต้นทุนค่าอาหารที่สูงกว่าคือ 22,730.78 บาทต่อตัว กำไรพบว่าโคในกลุ่มทดลองที่มีการเสริมด้วยสมุนไพรมีผลกำไรมากกว่าคือ 46,690 บาทต่อตัว เทียบกับกลุ่มที่ไม่เสริมสมุนไพร มีผลกำไร 43,146 บาทต่อตัว เมื่อคิดต้นทุนเฉพาะค่าอาหาร ส่วนผลเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อาหารของโคนม พบว่าการกินได้เฉลี่ย 20.8+1.5 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน มากกว่ากลุ่มที่ไม่เสริมสมุนไพรที่กินได้ 18.0 +1.6 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นเป็น 19.42 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีการเสริมสมุนไพร 17.24 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน เปอร์เซ็นต์ไขมันในน้ำนมของกลุ่มที่เสริมสมุนไพรมากกว่ากลุ่มที่ไม่เสริม โดยมีค่า 3.56% และ 2.83% (P<0.05) ค่า SNF ก็มีค่า 9.87% ในน้ำนมของโคที่เสริมสมุนไพร และมากกว่า 8.65% ของกลุ่มที่ไม่เสริมสมุนไพร (P<0.05) ยกเว้นค่าโปรตีนที่ไม่มีความแตกต่างกัน 3.65% และ 3.45% น้ำตาลแลคโตส ก็พบว่ามีมากกว่า 4.48% และ 4.03% ในน้ำนมของโคที่เสริม สมุนไพร และไม่เสริมสมุนไพรตามลำดับ (P<0.05) รวมถึงของแข็งทั้งหมดในน้ำนมโดยมีค่า 13.54% และ 11.32% ในน้ำนมของโคที่เสริมสมุนไพร และไม่เสริมสมุนไพรตามลำดับ (P<0.05) ปริมาณเม็ดเลือดขาวลดลงอยู่ที่ 198.92 x103 cell/ml และ 324.32 x103 cell/ml ตามลำดับ และลดจุลินทรีย์ปนเปื้อนในน้ำนมจากการทดสอบ methylene blue test ผลกำไรจากการเลี้ยงโคนม มีกำไรเพิ่มมากขึ้น จากตัวละ 289.13 บาทต่อตัวต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็นตัวละ 305.91 บาทต่อตัวต่อวัน หากคิดต้นทุนค่าอาหารอย่างเดียว จากการใช้อาหารที่มีการเสริมสมุนไพร การขยายผลงานวิจัยถ่ายทอดสู่เกษตรกร 214 ราย ในพื้นที่ 6 จังหวัด และทำการสุ่มศึกษาข้อมูลจาก 100 คน คิดเป็น 46.7% ของประชากรทั้งหมด พบว่า 68% สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ได้ ซึ่งมากกว่าครึ่งของผู้ที่ผ่านการอบรม มีประมาณ 32% ที่ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ได้เพราะมีข้อจำกัดของตัวเกษตรกรเองหลายประการ กลุ่มที่นำไปใช้ประโยชน์ได้สามารถเพิ่มรายได้หลัก คิดเป็น 47.1% และเพิ่มรายได้เสริมคิดเป็นจำนวน 52.9% ของคนที่สามารถใช้ความรู้ในการจัดการฟาร์ม เกษตรกรส่วนใหญ่รายได้เพิ่มขึ้น 2,001-3,000 บาทต่อเดือน รายจ่ายลดลง 2,001-3,000 บาทต่อเดือนเช่นเดียวกัน ความรู้ที่ถ่ายทอดสู่เกษตรกรยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้ เช่นสามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ 8.8% นำไปใช้ในการเป็นวิทยากรถ่ายทอดเทคโนโลยี 19.1% ให้บริการและให้คำปรึกษาต่อ 20.6% โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำหน้าที่กรรมการและสมาชิกอาสาปศุสัตว์ที่ต้องทำหน้าที่นี้ด้วย และยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์อีก 22.1% ส่วนที่ไม่ได้นำเอาความรู้ไปขยายผลมี 29.4%