ชุมชนเลี้ยงไก่ไข่ตามแนวทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศษฐกิจพอเพียงโดยการใช้เศษเหลือจากครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับสูตรอาหารแบบประหยัดเพื่อเพิ่มรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดกาฬสินธุ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ที่ ชื่อโครงการ ผู้ขอรับทุน ความสอดคล้องกับแนวทางการประเมิน* หมายเหตุ 1. โครงการเรื่อง “ชุมชนเลี้ยงไก่ไข่ตามแนวทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศษฐกิจพอเพียงโดยการใช้เศษเหลือจากครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับสูตรอาหารแบบประหยัดเพื่อเพิ่มรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดกาฬสินธุ์” หน่วยงาน มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ หัวหน้าโครงการ อาจารย์ธนิตพันธ์ พงษ์จงมิตร สถานที่ติดต่อ (กรุณากรอกโดยละเอียดเพื่อสะดวกในการจัดส่งเอกสาร) สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร เลขที่ 62/1 ถ.เกษตรสมบูรณ์ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โทรศัพท์ : 082-9464993 โทรสาร : 043-813070 มือถือ : 082-9464993 E-mail : tpongjongmit@hotmail.com 1. ความสำคัญและที่มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรงทำการศึกษาและวิจัยเชิงปฎิบัติ เกี่ยวกับทฤษฎีใหม่มาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ในพื้นที่ส่วนพระองค์ขนาด 16 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวาใกล้วัดมงคล ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และทรงมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาที่ทรงจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมโครงการของรัฐ ทั้งนี้ก่อนที่จะทรงนำเอกสารออกเผยแพร่อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2537 นั้น ทรงให้จัดตั้ง”ศูนย์บริหารพัฒนา” ตามแนวพระราชดำริ อยู่ในความรับผิดชอบของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเป็นต้นแบบสาธิตการพัฒนาด้านการเกษตรโดยประสานความร่วมมือระหว่าง วัด ราษฎรและรัฐ ทำการเผยแพร่อาชีพการเกษตรและจริยธรรมแก่ประชาชนในชนบท โดยทรงหวังว่าหากประสบความสำเร็จก็ใช้เป็นแนวทางสาธิตในท้องที่อื่นๆต่อไป ทั้งนี้ในส่วนของการพัฒนาด้านการเกษตรนั้น ก็คือแนวคิดและมรรควิธีที่รู้จักกันในนาม “เกษตรทฤษฎีใหม่” พระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาคือที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินการทฤษฎีใหม่ ได้พระราชทานขั้นตอนดำเนินงาน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น สถานะพื้นฐานของเกษตรกร คือ มีพื้นที่น้อย ค่อนข้างยากจน อยู่ในเขตเกษตรน้ำฝนเป็นหลัก โดยในขั้นที่ 1 นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพของการผลิต เสถียรภาพด้านอาหารประจำวัน ความมั่นคงของรายได้ ความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงของชุมชนชนบท เป็นเศรษฐกิจพึ่งตนเองมากขึ้น มีการจัดสรรพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งหมายถึง พื้นที่ส่วนที่ 1 ประมาณ 30%ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน ใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชต่างๆ พื้นที่ส่วนที่ 2 ประมาณ 30% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตัวเองได้ พื้นที่ส่วนที่ 3 ประมาณ 30% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย และพื้นที่ส่วนที่ 4 ประมาณ 10% ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์และโรงเรือนอื่นๆ ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฎิบัติขั้นที่ 1 ในที่ดินของตนเป็นระยะเวลาพอสมควรจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองจากขั้น “พออยู่พอกิน” ไปสู่ขั้น “พอมีอันจะกิน”เพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 ตามลำดับ ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฎิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่ 2 คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้าน (1) การผลิต เกษตรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ยการหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก (2) การตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขยายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย (3) ความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง (4) สัวสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสัวสดิการและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้ให้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ (5) การศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง (6) สังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่ 2 แล้ว เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่นคงขึ้น เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่ 3 ต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุรกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ - เกษตรการขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา) - ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง) - เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรววมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ ซื้อในราคาขายส่ง) - ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร (เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆให้เกิดผลดียิ่งขึ้น) ปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตไก่ไข่ในประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การผลิตไข่ไก่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งไข่ไก่ถือเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญอันดับสองของประเทศไทย รองจากสินค้าไก่เนื้อ (กรมปศุสัตว์, 2556) อาจเนื่องจากไข่ไก่เป็นอาหารประเภทโปรตีนที่มีคุณภาพ และราคาไม่แพง ทำให้เป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการบริโภค อีกทั้งกระแสความห่วงใยสุขภาพของผู้บริโภคที่ใส่ใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งไข่ไก่มีองค์ประกอบของโปรตีนที่มีคุณภาพดีที่สุด และมีประสิทธิภาพในการดูดซึมและเก็บสะสมได้ในร่างกายสูงกว่าโปรตีนที่อยู่ใน นม ปลา และเนื้อหมู ตามลำดับ อีกทั้งโปรตีนคุณภาพดีเหล่านั้นยังสามารถช่วยรักษาความสมดุลของๆ เหลวภายในเซลล์ และช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (สาส์นไก่ และสุกร ฉบับที่ 170, 2560) นอกจากนี้ผู้บริโภคยังมีความใส่ใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีระบบการเลี้ยงที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ และมีความปลอดภัยด้วย เช่น เลือกซื้อผลผลิตจากการเกษตรแบบอินทรีย์ อาหารที่ได้จากธรรมชาติ เป็นต้น จึงส่งผลให้ระบบการทำปศุสัตว์อินทรีย์ รวมถึงการเลี้ยงไก่ไข่แบบอินทรีย์มีแนวโน้มสูงขึ้น เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และเป็นประโยชน์อย่างยั่งยืนกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยการเลี้ยงไก่ไข่แบบอินทรีย์ จะต้องมีระบบการเลี้ยงที่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ ได้แก่ ไม่เลี้ยงหนาแน่นเกินไป มีพื้นที่เพียงพอให้ไก่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ มีการให้น้ำและอาหารอย่างถูกต้องตรงตามความต้องการโภชนะของสัตว์ มีระบบการป้องกันโรคเพื่อส่งเสริมให้สัตว์มีสุขภาพที่แข็งแรงโดยไม่ใช้สารปฏิชีวนะหรือสารต้องห้ามใดๆ และเป็นกระบวนการผลิตที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ดังนั้นผลผลิตไข่ที่ได้จากกระบวนการผลิตแบบอินทรีย์จึงเป็นอาหารที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและถือเป็นสินค้าคุณภาพสูง (Premium grade) แต่อย่างไรก็ตามผลผลิตไข่ที่ได้จากการเลี้ยงไก่ไข่แบบอินทรีย์ในประเทศไทยมีปริมาณน้อย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากข้อจำกัดของตัวเกษตรกรเอง ได้แก่ ด้านการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรที่จะต้องเปลี่ยนจากการเลี้ยงโดยใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาและควบคุมโรค ไปสู่การเลี้ยงไก่ไข่แบบอินทรีย์ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะต้องมีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ด้านการตลาด ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศมีจำกัด และความตื่นตัวของผู้บริโภคในการเลือกบริโภคอาหารปลอดภัยยังไม่สูงเท่าประเทศอื่นๆที่มีการพัฒนาแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีการส่งเสริมแนวทางการพัฒนาหรือการทำปศุสัตว์ที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน มีการดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่เปลี่ยนวิถีอาชีพเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบันมากนัก เพื่อที่จะให้การปศุสัตว์ของประเทศไทยก้าวเข้าไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์ โดยการเลี้ยงไก่ไข่ที่มีระบบการเลี้ยงปล่อยออกสู่แปลงหญ้า เป็นระบบการเลี้ยงที่น่าสนใจ และเป็นระบบการเลี้ยงที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรมากนัก และเป็นระบบการเลี้ยงที่เป็นไปตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย หมายถึงระบบการจัดการเลี้ยงไก่ที่ปล่อยให้ไก่ได้ออกมาภายนอกโรงเรือนได้อย่างอิสระ โดยเป็นพื้นที่ที่มีหญ้าปกคลุม ทำให้ไก่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ ส่งผลให้แม่ไก่ไม่เครียด มีภูมิต้านทานโรค มีความสุข อารมณ์ดี จึงเป็นที่มาของคำว่า "Happy Chick" ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันและรักษาโรคจึงไม่จำเป็นมากนัก โดยสหภาพยุโรปมีข้อกำหนดมาตรฐานการเลี้ยงไก่แบบปล่อยว่าต้องมีพื้นที่ภายนอกโรงเรือนอย่างน้อย 4 ตารางเมตร/ตัว ต้องมีพืชปกคลุมดิน ไก่จะต้องมีอิสระที่จะออกจากคอกได้ตลอดเวลา ภายในคอกต้องมีคอนนอน มีรังไข่ให้แม่ไก่อย่างน้อย 7 แม่/รัง ซึ่งวิธีการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยนี้สอดคล้องกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จากการศึกษาของ วิทวัช (2558) ได้ศึกษาผลของการเลี้ยงไก่ไข่สายพันธุ์ทางการค้า (Isa brown) บนกรงตับ (4 ตัว/กรง) การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยพื้น (5 ตัว/ตารางเมตร) และการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยพื้น (5 ตัว/ตารางเมตร) และมีพื้นที่ปล่อยออกแปลงหญ้า (2 ตารางเมตร/ตัว) ต่อสมรรถนะการผลิตไข่และคุณภาพไข่ พบว่ารูปแบบการเลี้ยงไก่ไข่ไม่มีผลต่อผลผลิตไข่ น้ำหนักไข่ และการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักไข่ (P>0.05) ในส่วนของคุณภาพไข่พบว่า รูปแบบการเลี้ยงไม่มีผลต่อเปอร์เซนต์ของไข่ขาว ไข่แดง เปลือกไข่ ความหนาของเปลือกไข่ ความสูงของไข่ขาว และค่า Haugh unit (P>0.05) Singh et al. (2009) ได้เปรียบเทียบผลของการเลี้ยงไก่ไข่บนกรงตับกับการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยพื้นต่อผลผลิตไข่ พบว่าการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยพื้นให้ผลน้ำหนักไข่สูงกว่าการเลี้ยงไก่ไข่บนกรงตับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) และรูปแบบการเลี้ยงไม่มีผลต่อผลผลิตไข่ อัตราการกินได้เฉลี่ยต่อวัน และการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักไข่ (P>0.05) แต่ในทางตรงกันข้าม Yakubu et al. (2007) พบว่าการเลี้ยงไก่ไข่บนกรงตับให้ผลน้ำหนักไข่สูงกว่าการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยพื้น (P<0.05) แต่อย่างไรก็ตาม วิทวัช (2558) รายงานว่าการเลี้ยงไก่ไข่แบบมีพื้นที่ปล่อยออกแปลงหญ้าสามารถช่วยเพิ่มสีไข่แดง และสัดส่วนกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ในไข่ โดยไม่ส่งผลต่อสมรรถนะการผลิตไข่และคุณภาพไข่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการเลี้ยงไก่ไข่ที่มีการปล่อยออกสู่แปลงหญ้า ส่งผลให้คุณค่าทางโภชนะของไข่สูงขึ้น จึงอาจส่งผลให้ไข่ไก่ที่ได้จากระบบการเลี้ยงแบบปล่อยออกแปลงหญ้ามีราคาสูงกว่าผลผลิตไข่ที่ได้จากการเลี้ยงไก่ในเชิงอุตสาหกรรม ที่มีการเลี้ยงไก่บนกรงตับ อย่างหนาแน่น เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตไข่ที่สูง ดังนั้นในการศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นที่จะตั้งศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อย เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้และส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยให้กับเกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์ และนำใช้สูตรอาหารต้นทุนต่ำเพื่อให้ผลงานตอบสนองความต้องการของชุมชน ได้แก่ การบูรณาการองค์ความรู้ และด้านอาหารสัตว์ การนำใช้เศษเหลือจากครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม เข้ากับภูมิปัญญาการเลี้ยงที่มีอยู่เดิมของเกษตรกร ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างนักวิจัยกับเกษตรกร นำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตไก่ไข่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ปริมาณการเลี้ยงเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการเลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ตามแนวพระราชดำริต่อไป 2. คุณค่าทางปัญญาของโครงการ การนำเศษเหลือจากครัวเรือนหรือผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมมาปรับปรุงโดยวิธีการทางพันธุวิศวกรรมซึ่งมีกระบวนการที่ยึดหลักวิชาการมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นอาหารทางเลือกสำหรับอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ร่วมกับการจัดการเลี้ยงดูและการให้วัคซีน ตามความเหมาะสมของพื้นที่การเลี้ยงไก่ไข่ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเพิ่มรายได้สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการเลี้ยงไก่ไข่ตามแนวพระราชดำริ 3. ผลกระทบของโครงการ (impact) ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ-สังคมและประโยชน์ที่ภาคเกษตรและเศรษฐกิจส่วนรวมจะได้รับที่เป็นรูปธรรม คือการได้ผลผลิตไก่ไข่ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ต่อตัว ตลอดจนสามารถลดต้นทุนการผลิตอย่างยั่งยืน รวมทั้งผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์จากไก่ไข่ที่มีความปลอดภัยจากสารตกค้าง 4. สรุปความสำคัญของการดำเนินโครงการ การจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์ในมิติเชิงชุมชน สังคม ตามแนวพระราชดำริครั้งนี้มุ่งเน้นที่จะศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้ผลงานตอบสนองความต้องการของชุมชน ได้แก่ การบูรณาการองค์ความรู้ และด้านอาหารสัตว์ เข้ากับภูมิปัญญาการเลี้ยงที่มีอยู่เดิมของเกษตรกร ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างนักวิจัยกับเกษตรกร นำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตไก่ไข่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ปริมาณการเลี้ยงเพิ่มขึ้น สามารถสร้างชุมชนต้นแบบ และก่อให้เกิดความยั่งยืนในการเลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ต่อไป