. การใช้แสงเทียมในการปลูกข้าวก่ำบางพระและพัฒนาชุดตรวจสอบอัตราการย่อยแป้งเป็นน้ำตาลในข้าว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การทดลองนี้เป็นการศึกษาการเจริญเติบโตและพัฒนาการของข้าวก่ำบางพระที่ปลูกภายใต้แสงที่แตกต่างกัน โดยวางแผนการทดลองแบบ Completely Randomized Design มีจำนวน 5 สิ่งทดลอง คือ T1 (แสงธรรมชาติ) มีค่าเท่ากับ 620 umol/s/m2 ส่วนความเข้มของสิ่งทดลองที่ T2 (LED white: red :blue bulb panel) T3 (LED white HP4F-AL) T4 (LED full spectrum grow board) และ T5 (fluorescent) ดำเนินการทดลองตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงธันวาคม 2563 ณ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ผลการทดลองพบว่า ข้าวก่ำบางพระที่ปลูกภายใต้แสง T3 มีการเจริญเติบโตในด้านความสูง จำนวนหน่อต่อกอ น้ำหนักฟาง และจำนวนเมล็ดดี มากที่สูงสุด สำหรับระยะพัฒนาการของข้าวก่ำบางพระพบว่า ข้าวที่ปลูกใน T2 มีระยะพัฒนาการเร็วที่สุดคือ ระยะตั้งท้อง 60 วัน ระยะออกดอก 95 วัน และระยะเก็บเกี่ยว 130 วัน ส่วนข้าวที่ปลูกใน T5 มีระยะพัฒนาการด้านต่าง ๆ นานที่สุด ในการวิเคราะห์ปริมาณอะไมโลสของข้าวก่ำบางพระที่ปลูกภายใต้แสงต่าง ๆ พบว่า มีปริมาณอะไมโลสอยู่ระหว่าง 18.02-19.32 % (ข้าวกล้อง) อยู่ในเกณฑ์ระดับต่ำ (low amylose content) โดยสิ่งทดลอง T4 มีปริมาณอะไมโลสมากที่สุดเท่ากับ 19.32 % ในขณะที่การวิเคราะห์ค่าดัชนีน้ำตาล (RAG และ SAG) พบว่า จากผลการวิเคราะห์สังเกตได้ว่าข้าวที่มีปริมาณอะไมโลสน้อยจะมีค่าดัชนี้น้ำตาลสูงในระดับสูง โดยข้าวที่ปลูกภายใต้แสงธรรมชาติ T1 มีปริมาณอะไมโลสเท่ากับ 18.02 % และมีค่า RAG เท่ากับ 16.34 กรัมต่อ 100 กรัมข้าวสุก สำหรับข้าวที่ปลูกภายใต้แสงชนิดอื่น ๆ มีค่า RAG น้อยกว่า ข้าวที่ปลูกภายใต้แสงธรรมชาติ สำหรับการศึกษาชุดวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลในข้าว พบว่า จากที่ได้วิเคราะห์สารละลายตัวอย่างทั้ง 9 อัตรา สามารถวิเคราะห์ได้น้ำตาลทั้งหมดในข้าวตัวอย่างระหว่าง 34.62 - 44.32 ?g/mI โดยในอัตราส่วนที่ 2 (อัตรา แป้ง 5 : 1 ?-อะไมเลส 1%) สามารถวัดปริมาณน้ำตาลทั้งหมดได้มากที่สุดเท่ากับ 44.32 ?g/mI ซึ่งพบว่าปริมาณน้ำตาลทั้งหมดที่สกัดได้มีอิทธิพลจากความเข้ม ?-อะไมเลสที่ใช้เป็นปัจจัยหลัก ปัจจัยที่มีผลรองลงมาคือ ปริมาณแป้งข้าวที่ใช้ในการสกัดตามลำดับ ซึ่งพบว่าใช้อัตราส่วนระหว่างแป้งต่อความเข้มข้นของ ?-อะไมเลส ที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีโอกาสในการย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในตัวอย่างได้ดี อย่างไรก็ตามเทคนิคที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้อาจได้ผลที่แตกต่างกันหากใช้ข้าวที่ต่างกัน