ผลของน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรต่อการต้านออกซิเดชันในน้ำมันปาล์มที่ผ่านการทอดซ้ำ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาสมบัติทางพฤกยเคมีของน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรไทยจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ กานพลู ขมิ้นชัน อบเชย ลูกผักชี และขี่หร่า พบว่า น้ำมันกานพลูมีฤทธิ์ค้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดโดยมีค่า ICy จากการทคสอบด้วยวิธี 2,2-diphenyl-1-picryIhydrazyI (DPPH) radical เท่ากับ 0.008 มิลลิกรัมต่อ มิลลิลิตร และมีค่า Ferric reducing antioxidant power (FRAP) เท่ากับ 3.858 มิลลิโมลต่อมิลลิกรัม นอกจากนี้น้ำมันกานพลูยังมีปริมาณสารฟีนอลิกสูงที่สุดเท่ากับ 500.69 ไม โครกรัมกรดแกลลิกอีควิวา เลนท์ต่อมิลลิกรัมน้ำมันหอมระเหย ดังนั้นจึงได้กัดเลือกน้ำมันการพลูมาประยุกต์ใช้ในการชะลอการ เสื่อมคุณภาพของน้ำมันปาล์มและน้ำมันผสม (น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะกอกและน้ำมันทานตะวัน ใน อัตราส่วน 60:30:10 โดยปริมาตร) ในระหว่างการทอดแคปหมูช้ำ ในการศึกษาผลของน้ำมันกานพลู (ร้อยละ 0.4 และร้อยละ 0.6) ต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของน้ำมันที่ใช้ทอด (น้ำมันปาล์มและน้ำมัน ผสม) และแดปหมูที่ผ่านการทอคช้ำ ผลปรากฏว่า การเดิมน้ำมันกานพลูร้อยละ 0.6 ช่วยชะลอการเสื่อม คุณภาพของน้ำมันที่ใช้ทอดช้ำ และแคปหมูได้ดีกว่าการเดิมน้ำมันกานพลูร้อยละ 0.4 เนื่องจากมีผลทำ ให้ค่าเปอร์ออกไซด์ ก่า panisidine ปริมาณกรคไขมันอิสระ ปริมาณสารโพลาร์ทั้งหมด ค่าสี และค่า TBARS ของแคปหมูเพิ่มขึ้นช้ลงและยังช่วยชะลอการเกิดออกซิเคชันในน้ำมันที่เก็บรักษาเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อเปยบเทียบระหว่างน้ำมันปาล์มและน้ำมันผสมพบว่าน้ำมันผสมมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพของน้ำมันหลังการทอดซ้ำเกิดขึ้นได้ช้ำกว่า