การศึกษาการตลาดแพะเนื้อ
บทคัดย่อ
การศึกษาการตลาดแพะเนื้อ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ลักษณะโครงสร้างตลาด หน้าที่การตลาด พฤติกรรมตลาด วิถีการตลาด ส่วนเหลื่อมการตลาด ปัจจัยที่มีผลต่อส่วนเหลื่อมการตลาด และประสิทธิภาพการตลาด ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาเป็นข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการใช้แบบสอบถามสัมภาษณ์เกษตรกร ผู้ประกอบการในระดับต่างๆ คือ พ่อค้ารวบรวมแพะเนื้อมีชีวิต พ่อค้าขายปลีกแพะเนื้อมีชีวิต และพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละ รวมทั้งสิ้น 188 ราย โดยทำการศึกษาข้อมูลในจังหวัดทั้ง 4 ภาค รวม 21 จังหวัด และข้อมูลทุติยภูมิได้จากเอกสารงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลทางสถิติที่หน่วยงานต่างๆ รวบรวมไว้ เช่น กรมปศุสัตว์ กรมศุลกากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะโครงสร้างตลาดแพะเนื้อมีชีวิต เป็นลักษณะตลาดผู้ขายมากราย และผู้ซื้อมากราย วิถีการตลาดแพะเนื้อ พบว่า วิถีการตลาดแพะเนื้อเริ่มจากเกษตรกรที่ต้องการจะขายแพะเนื้อ โดยจะขายแพะเนื้อมีชีวิตให้เกษตรกรด้วยกันเองเพื่อไปขยายพันธุ์หรือขุนต่อ ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และขายให้พ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละ นอกจากนั้นก็จะขายให้กับพ่อค้ารวบรวมท้องถิ่น โดยพ่อค้าจะมารับซื้อจาก เกษตรกรในหมู่บ้าน หลังจากนั้นพ่อค้ารวบรวมแพะเนื้อมีชีวิตก็จะขายแพะเนื้อมีชีวิตต่อให้กับผู้บริโภคเกษตรกร และพ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละต่อไป โดยส่วนใหญ่จะขายเนื้อแพะชำแหละให้กับร้านอาหารภัตตาคาร/โรงแรม ส่วนเหลื่อมการตลาดและต้นทุนการตลาดของพ่อค้าในระดับต่างๆ ในตลาดแพะเนื้อ พบว่าส่วนเหลื่อมการตลาดแพะเนื้อมีชีวิตจนกระทั่งขายปลีกเป็นเนื้อแพะชำแหละเท่ากับ 106.32 บาทต่อกิโลกรัม โดยสามารถแยกเป็นต้นทุนการตลาดทั้งหมด 89.51 บาทต่อกิโลกรัม และกำไรทั้งหมดของพ่อค้าคนกลางเท่ากับ 16.81 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อพิจารณาถึงต้นทุนการตลาด พ่อค้าขายปลีกเนื้อแพะชำแหละมีต้นทุนการตลาดมากที่สุดเท่ากับ 84.40 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของมูลค่าสูญเสียน้ำหนักในการฆ่า 43.93 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนพ่อค้ารวบรวมแพะเนื้อมีชีวิตมีต้นทุนการตลาดเท่ากับ 5.11 บาทต่อกิโลกรัม โดยส่วนใหญ่เป็นค่าขนส่ง 2.46 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจัยที่มีผลต่อส่วนเหลื่อมการตลาด คือ ราคาแพะเนื้อ ปริมาณแพะเนื้อและค่าใช้จ่ายทางการตลาด ส่วนประสิทธิภาพการตลาดมีค่าเท่ากับ 261.54 ซึ่งมีค่าสูง แสดงว่าตลาดแพะเนื้อมีประสิทธิภาพ จากผลการศึกษาสามารถเสนอข้อเสนอแนะได้ดังนี้ 1) ส่งเสริมให้มีการผลิตแพะเนื้อเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคแพะเนื้อ 2) ส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มการบริโภคเนื้อแพะและให้ข้อมูลข่าวสารถึงคุณค่าทางอาหารของเนื้อแพะ 3) ขยายช่องทางในการจำหน่ายแพะเนื้อให้เพิ่มขึ้น 4) สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ โดยให้เกษตรกรมีการรวมกันซื้อและรวมกันขาย เพื่อให้สามารถต่อรองทางด้านราคา 5) เพิ่มเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื้อ ให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค และการส่งออก 6) ควรหาวิธีลดต้นทุนด้านการขนส่ง เนื่องจากแพะเนื้อส่วนใหญ่จะใช้บริโภคในภาคใต้ แต่แหล่งผลิตอยู่ในภาคกลาง ทำให้เกิดการสูญเสียระหว่างการขนส่ง ทำให้ราคาแพะเนื้อมีราคาสูงขึ้นเมื่อถึงมือผู้บริโภค 7) พ่อค้าขายปลีกควรมีการสร้างเครือข่ายเพื่อให้สามารถซื้อแพะเนื้อจาก เกษตรกรโดยตรงเพื่อลดต้นทุนทางการตลาด