เศรษฐกิจการผลิตและการตลาดปลากะพงขาวในกระชัง
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเรื่อง เศรษฐกิจการผลิตและการตลาดปลากะพงขาวในกระชัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของเกษตรกรผู้เลี้ยง สภาพการผลิตและการตลาด ศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน ศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างการตลาด หน้าที่การตลาด สถาบันการตลาด ผลการดำเนินงานการตลาด วิถีการตลาดศึกษาวิเคราะห์ส่วนเหลื่อมการตลาดและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อส่วนเหลื่อมการตลาด ประสิทธิภาพการตลาด รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบด้านการผลิตและการตลาด ข้อมูลได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรและกลุ่มพ่อค้าในปี 2554 จากภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จำนวน 10 จังหวัด โดยมีเกษตรกรตัวอย่าง 107 ราย และกลุ่มพ่อค้า 9 ราย ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังเฉลี่ย 46,123.37 บาทต่อกระชัง เกษตรกรมีผลผลิตเฉลี่ย 496.55 กิโลกรัมต่อกระชัง ราคาเฉลี่ย 162.94 บาทต่อกิโลกรัม มีรายได้เฉลี่ย 80,907.86 บาทต่อกระชัง ต้นทุนผันแปร 44,440.35 บาทต่อกระชัง ต้นทุนคงที่ 1,683.02 บาทต่อกระชัง รายได้สุทธิทั้งหมด 36,467.51 บาทต่อกระชัง และกำไรสุทธิทั้งหมด 34,784.49 บาทต่อกระชัง ส่วนเหลื่อมการตลาดพบว่า ส่วนเหลื่อมการตลาดที่พ่อค้าท้องที่ได้รับ 20.00 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนการตลาด 7.69 บาทต่อกิโลกรัม กำไร 12.31 บาทต่อกิโลกรัม พ่อค้าขายปลีกมีส่วนเหลื่อมการตลาด 25.00 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนการตลาด 12.96 บาทต่อกิโลกรัม กำไร 12.04 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อส่วนเหลื่อมการตลาด คือ ราคาปลาปริมาณผลผลิต ความต้องการบริโภค และการเปลี่ยนแปลงของราคาปัจจัยการตลาด วิถีการตลาดพบว่า เกษตรกรขายผลผลิตให้กับพ่อค้ารวบรวมท้องที่ ร้อยละ 70 รองลงมาพ่อค้ารวบรวมท้องถิ่น ร้อยละ 20 และภัตตาคาร/ร้านอาหาร ร้อยละ 10 พ่อค้าแต่ละประเภทจะกระจายผลผลิตส่วนใหญ่ให้กับภัตตาคาร/ร้านอาหารถึงร้อยละ 95 ปัจจัยที่มีผลกระทบด้านการผลิตและการตลาดปลากะพงขาว ได้แก่ แหล่งเพาะเลี้ยงเสื่อมโทรมเกิดภาวะน้ำเสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาหารปลามีราคาสูงขึ้น และมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต ลูกพันธุ์ปลาไม่มี คุณภาพ ปลาเป็นโรค และมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตน้อย จากผลการศึกษาสามารถเสนอแนะได้ ดังนี้ เกษตรกรควรจัดตั้งแหล่งหาอาหารปลาราคาถูกจากท่าเรือโดยตรง เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าอาหารให้กับเกษตรกร กรมประมง ควรเร่งรัดพัฒนาการเพาะเลี้ยงลูกพันธุ์ปลากะพงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นการผลิตลูกพันธุ์ปลาที่มีคุณภาพ มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี และอัตรารอดสูงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรมีบทบาทในการวิจัยหาแนวทางป้องกันและรักษาโรคปลา และจัดการเผยแพร่ให้ความรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกร เพื่อสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง รวมทั้งควรจัดตั้งศูนย์ตรวจสุขภาพสัตว์น้ำ และคุณภาพน้ำ เพื่อบริการแก่เกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป