การพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมอง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งด้านสาธารณสุขส่งผลกระทบอย่างมากต่อค่าใช้จ่ายสาธารณสุขรายปีและคุณภาพชีวิตของประชากรตลอดจนผลิตภาพของประเทศ อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการรักษาภาวะดังกล่าวยังคงจำกัดเนื่องจากผู้ป่วยจากโรคหลอดเลือดสมองที่รอดชีวิตจำนวนมากต้องอยู่กับภาวะทุพพลภาพ ดังนั้นการพยายามลดและป้องกันปัญหาทุพพลภาพที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รอดชีวิตจึงเป็นเรื่องจำเป็นและต้องการ ข้อมูลจากการศึกษาเบื้องต้นของคณะผู้วิจัยในแบบจำลองภาวะโรคหลอดเลือดสมองในสัตว์ทดลองพบว่าผลหม่อนซึ่งมีสารแอนโธไซยานินสูงนั้นสามารถช่วยลดปริมาตรสมองขาดเลือดและภาวะบกพร่องทางสมองได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงตั้งสมมุติฐานว่าการบริโภคผลหม่อนซึ่งมีมีสารแอนโธไซยานินสูงร่วมกับการรักษาในปัจจุบันน่าจะช่วยลดการเกิดทุพพลภาพและภาวะพึ่งพาในกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รอดชีวิตได้ การวิจัยนี้จึงมุ่งพิสูจน์แนวคิดดังกล่าวและเพื่อศึกษาความปลอดภัยในการบริโภคในกลุ่มอาสาสมัครโรคหลอดเลือดสมอง ในการพัฒนาแคปซูลผลหม่อนเพื่อนำไปใช้ในการทดสอบในอาสาสมัครนั้นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมีความชื้นสูง 11.32% ซึ่งสูงไปเล็กน้อยตามเกณฑ์ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์สมุนไพรส่วนใหญ่ที่กำหนดว่าไม่ควรเกิน 10% และยกเว้นสมุนไพรบางชนิด เนื่องจากจะเกิดการสะสมของจุลินทรีย์ง่าย อย่างไรก็ตามไม่พบการปนเปื้อนต่างๆและผลิตภัณฑ์แคปซูลผลหม่อนที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดยาเม็ดสมุนไพร ในแคปซูลผลหม่อนมี สารแอนโธไซยานิน โดยเฉพาะ Cyaniding-3-glucoside (755.240?6.78 ?g/g sample) ในปริมาณที่มากที่สุด รองลงมาคือ Cyaniding-3-rutinoside (285.440?1.26 ?g/g sample) นอกจากนั้นยังพบ Chlorogenic acid (236.220?0.34 ?g/g sample), Gallic acid (108.500?0.24 ?g/g sample) และ Quercetin (15.700 ?0.02 ?g/g sample) แต่ในปริมาณที่น้อยกว่ามาก แคปซูลผลหม่อนที่พัฒนาขึ้นมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับภาวะโรคหลอดเลือดสมอง โดยเฉพาะฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การยับยั้งการอักเสบ การเพิ่มสารสื่อประสาท เมื่อนำมาประเมินระยะเวลาการเก็บรักษาพบว่าปริมาณสารพฤกษเคมีโดยเฉพาะแอนโธไซยานินและฤทธิ์ทางชีวภาพจะลดลงเมื่อเก็บที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสน้อยกว่าที่อุณหภูมิห้อง ภายในช่วงระยะเวลา 3 เดือน การลดลงของสารพฤกษเคมีและฤทธิ์ชีวภาพที่สำคัญยังอยู่ในช่วงประมาณ 20-25% อย่างไรก็ตามเมื่อเก็บไว้นานขึ้นระดับสารและฤทธิ์ชีวภาพเหล่านั้นจะยิ่งลดลง จึงต้องพัฒนากระบวนการยืดอายุผลิตภัณฑ์ในกรณีพัฒนาเชิงพาณิชย์ ในการศึกษาผลการบริโภคแคปซูลผลหม่อนในอาสาสมัครโรคหลอดเลือดสมองนั้น โครงการผ่านการรับรองจากคณะกรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (HE631600) ลงทะเบียนในระบบ Thai Clinical Trials Registry (TCTR) หมายเลขอ้างอิง TCTR20201222006 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบ three armed, randomized, double-blind, placebo-controlled อาสาสมัครผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองที่เป็นแบบชั่วคราวและผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดในระยะ 5-10 วันที่ผ่านมา ทำให้มีการอ่อนแรงของร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 18-85 ปี จะถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มรับผลิตภัณฑ์หลอก กลุ่มรับแคปซูลผลหม่อนขนาด 1,000 มิลลิกรัม และ 2,000 มิลลิกรัม อาสาสมัครจะได้รับการประเมินดัชนีต่อไปนี้ก่อนการบริโภค หลังบริโภคแคปซูลผลหม่อน 1, 2 และ 6 สัปดาห์ได้แก่ ดัชนีมวลกาย การเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดันโลหิต อัตราการหายใจ และประเมินอาการทางคลินิกและความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองด้วย NIHSS score นอกจากนั้นยังได้รับการประเมินการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยาและเคมีคลินิก เพื่อติดตามความปลอดภัยของการบริโภคแคปซูลผลหม่อน การประเมิน serum biomarkers ประกอบด้วย MMP-9, S100?, vWF และ VCAM1 จะดำเนินการก่อนการบริโภค และ หลังบริโภคแคปซูลผลหม่อน 1 และ 6 สัปดาห์ ใขณะที่การตรวจหาจุลินทรีย์กลุ่มแลกติกแบคทีเรียซึ่งเป็นจุลินทรย์โพรไบโอติกโดยเฉพาะ แบคทีเรียกลุ่มแลกโตบาซิลลัส (Lactobacillus spp.) และแบคทีเรียกลุ่มไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium spp.) ในอุจจาระ ก่อนการบริโภคและหลังบริโภคแคปซูลผลหม่อน 6 สัปดาห์ ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าที่ 2 และ 6 สัปดาห์หลังบริโภคผลิตภัณฑ์ระดับทุพพลภาพตามแบบประเมินความพิการ Modified Rankin Scale (mRS) หลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมองของอาสาสมัครทั้งยาหลอกและแคปซูลหม่อนมีระดับทุพพลภาพลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามพบว่าผลการเปลี่ยนแปลงของ อาสาสมัครที่บริโภคแคปซูลผลหม่อนวันละ 1,000 และ 2,000 มิลลิกรัมมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของระดับทุพพลภาพลดลงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับ placebo อย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มที่บริโภคแคปซูลผลหม่อนขนาดวันละ 1,000 มิลลิกรัมจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญเพียงหลังบริโภคไป 1 สัปดาห์ ในขณะที่อาสาสมัครที่บริโภคแคปซูลผลหม่อนวันละ 2,000 มิลลิกรัมนั้นจะแสดงการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญตั้งแต่หลังบริโภคผลิตภัณฑ์ไป 1 สัปดาห์และพบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไปตลอดระยะเวลาการศึกษา นอกจากนั้นยังพบว่าหลังบริโภคไป 1 สัปดาห์อาสาสมัครที่บริโภคแคปซูลผลหม่อนในขนาด 2,000 มิลลิกรัมมีค่า VCAM1 ลดลง และหลังบริโภคไป 6 สัปดาห์ยังพบการลดลงของค่า VCAM1 ร่วมกับการลดลงของค่า Matrix metalloproteinases 9 (MMP-9) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าว่าแคปซูลผลหม่อนในขนาด 2,000 มิลลิกรัมมีศักยภาพดีต่อการลดทุพพลภาพในภาวะโรคหลอดเลือดสมองและกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งน่าจะกี่ยวข้องกับการลด VCAM1 และ MMP9