กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของอาจารย์ในสถาบันการพลศึกษา 2) เพื่อศึกษาภาวะความเครียดของอาจารย์ในสถาบันการพลศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงาน และภาวะความเครียดของอาจารย์ในสถาบันการพลศึกษา และ 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานกับปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของอาจารย์ในสถาบันการพลศึกษา ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 265 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม แบบวัดคุณภาพชีวิตในการทำงาน แบบวัดภาวะความเครียดและแบบสอบถามปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดของอาจารย์ โดยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานกับระดับความเครียด และปัจจัยที่มีผลต่อความเครียด โดยใช้สถิติสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป วุฒิการศึกษาส่วนใหญ่ระดับปริญญาโท สถานภาพสมรส รายได้ภายในครอบครัวเพียงพอ มีบ้านพักตนเอง ในด้านการสอนส่วนใหญ่ได้รับผิดชอบสอนมากกว่า 3 วิชา หรือประมาณ 10 – 15 คาบต่อสัปดาห์ และได้รับมอบหมายงานด้านอื่นนอกเหนือจากการสอนเป็นส่วนใหญ่ ข้อมูลปัญหาด้านสุขภาพส่วนใหญ่พบว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ (ร้อยละ 52.1) ได้แก่ โรคเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และยังพบโรคอื่น ๆ บ้าง ได้แก่ มีโคเลสเตอรอลสูง ปวดศีรษะบ่อย ๆ (ร้อยละ 20) คุณภาพชีวิตการทำงานของอาจารย์อยู่ในระดับปานกลาง ภาวะความเครียดของอาจารย์อยู่ในระดับน้อย ปัจจัยที่มีผลต่อความเครียด 3 อันดับแรก ได้แก่ การประกันคุณภาพการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและสัมพันธภาพในการทำงาน และปัจจัยทีมีผลต่อความเครียดของอาจารย์อยู่ในระดับปานกลาง คุณภาพชีวิตการทำงานกับภาวะความเครียดของอาจารย์ในสถาบันการพลศึกษา มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คุณภาพชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่มีผลต่อความเครียดในด้านฐานะทางเศรษฐกิจ สัมพันธภาพในที่ทำงาน การปฏิรูปการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และการประกันคุณภาพการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นสัมพันธภาพในครอบครัวไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05