การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือวัดพหุมิติด้านความพร้อมและศักยภาพ ของการเป็นนักวิจัยในบุคคลหลายประเภท
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนานักวิจัยที่มีมาตรฐานสูงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย การสร้างแบบวัดเพื่อศึกษาพัฒนาการของการเป็นนักวิจัยจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ในงานวิจัยนี้จึงทำการวิจัยเพื่อสร้างแบบวัดแวว ศักยภาพ และประสิทธิผลของการเป็นนักวิจัยใน 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปริญญาตรี จำนวน 804 คน นักศึกษาปริญญาโท-เอก จำนวน 819 คน และ นักวิชาการ จำนวน 888 คน โดยทำการสร้างแบบวัดจำนวน 3 แบบวัดต่อกลุ่ม รวมทั้งสิ้น 9 แบบวัด โดยเป็นแบบวัดชนิดมาตรประเมินรวมค่า ที่มี 6 หน่วย จาก “จริงที่สุด” ถึง “ไม่จริงเลย” ในการสร้างแบบวัดนั้น กลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มจะถูกแบบออกเป็น 3 กลุ่มย่อย โดยกลุ่มตัวอย่างย่อยแรก จำนวนประมาณ 100-180 คน จะถูกนำไปวิเคราะห์คุณภาพรายข้อ โดยคำนวณค่าอำนาจจำแนกรายข้อ และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนข้อนั้นกับคะแนนรวมที่ไม่มีข้อนั้นอยู่ ข้อที่ผ่านเกณฑ์ถูกนำไปสู่การวิเคราะห์ในกลุ่มตัวอย่างย่อยที่สอง จำนวน 400 คน โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ข้อที่อยู่ในองค์ประกอบที่ได้มา จะถูกนำเข้าไปสู่การวิเคราะห์โดยใช้กลุ่มตัวอย่างย่อยที่สาม จำนวน 300 คน ในการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (ดู ตารางสรุป 1) ผลการสร้างแบบวัดในกลุ่มแววของการเป็นนักวิจัยในระดับนักศึกษาปริญญาตรี ปรากฏว่า 1) แบบวัดการบริโภคงานวิจัย เดิมสร้างไว้ 35 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 3 องค์ประกอบ รวมจำนวน 13 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายการบริโภคงานวิจัยได้ 60.57% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.83 2) แบบวัดการใช้ขั้นตอนการวิจัยในชีวิตประจำวัน เดิมสร้างไว้ 24 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 2 องค์ประกอบ รวมจำนวน 10 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายตัวแปรนี้ได้ 68.35% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 และ 3) แบบวัดการจัดระเบียบตนด้านการเรียน เดิมสร้างไว้ 38 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 3 องค์ประกอบ รวมจำนวน 10 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายตัวแปรนี้ได้ 62.23% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.70 ผลการสร้างแบบวัดในกลุ่มศักยภาพของการเป็นนักวิจัยในระดับนักศึกษาปริญญาโท-เอก ปรากฏว่า 1) แบบวัดการจัดระเบียบตนในการเรียนเกี่ยวกับการวิจัย เดิมสร้างไว้ 29 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 4 องค์ประกอบ รวมจำนวน 13 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายตัวแปรนี้ได้ 62.59% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.73 2) แบบวัดเอกลักษณ์ด้านจริยธรรมการวิจัย เดิมสร้างไว้ 31 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 4 องค์ประกอบ รวมจำนวน 15 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายตัวแปรนี้ได้ 61.16% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.87 และ 3) แบบวัดความพร้อมที่จะทำวิจัย เดิมสร้างไว้ 30 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 4 องค์ประกอบ รวมจำนวน 15 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายตัวแปรนี้ได้ 62.86% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.82 ผลการสร้างแบบวัดในกลุ่มประสิทธิผลของการเป็นนักวิจัยในระดับนักวิชาการ ปรากฏว่า 1) แบบวัดความพร้อมที่จะทำวิจัย เดิมสร้างไว้ 30 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 5 องค์ประกอบ รวมจำนวน 17 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายตัวแปรนี้ได้ 62.71% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.86 2) แบบวัดจริยธรรมหลุดในงานวิจัย เดิมสร้างไว้ 29 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 3 องค์ประกอบ รวมจำนวน 12 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายตัวแปรนี้ได้ 61.38% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.76 และ 3) แบบวัดผลงานและการยอมรับทางวิชาการ เดิมสร้างไว้ 30 ข้อ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ลดลงเหลือ 5 องค์ประกอบ รวมจำนวน 15 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายตัวแปรนี้ได้ 65.36% และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.87 แบบวัดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยและงานพัฒนาต่างๆ ได้ โดยจะได้นำไปใช้ในงานวิจัยในปีที่ 2 เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงเหตุของตัวแปรทั้ง 9 ตัวนี้ สำหรับการประเมินความตรงของคะแนนของแบบวัดเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้จากผลการวิจัยในปีที่ 2