การเสริมสร้างพลังอำนาจครูด้านวัฒนธรรมการวิจัย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อเสริมสร้างพลังอำนาจด้านวัฒนธรรมการวิจัยแก่ครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้ เพื่อสร้างรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูด้านวัฒนธรรมการวิจัยตามข้อค้นพบ เพื่อทดลองใช้และประเมินผลการใช้รูปแบบการเสริมสร้าง พลังอำนาจการทำงานเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวัฒนธรรมการวิจัยของครู ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการสร้างรูปแบบเสริมสร้างพลังอำนาจเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวัฒนธรรมการวิจัยได้รูปแบบเสริมสร้างพลังอำนาจด้านวัฒนธรรมการวิจัย มี 7 องค์ประกอบ ดังนี้ กำหนดเป้าหมายที่มีความหมาย การรับรู้ความสามารถแห่งตน ความรู้ สมรรถนะ เรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง การสะท้อนคิด และสภาวะแวดล้อมในองค์กรที่เอื้อต่อการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ได้แก่ การให้โอกาส การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ และการทำงานเป็นทีม 2. ครูมีระดับความเชื่อ การเห็นคุณค่าของการวิจัยที่มีต่อการพัฒนางานหรือองค์กรก่อนการอบรมอยู่ในระดับปานกลาง ("x" ? = 2.81) หลังการอบรมอยู่ในระดับมาก ("x" ? = 4.10) และหลัง การอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. หลังการอบรมครูมีศักยภาพด้านการแสวงหาความรู้สูงที่สุด ("x" ? = 4.46) รองลงมา คือ ศักยภาพด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ("x" ? = 4.38) และมีศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนต่ำที่สุด ("x" ? = 3.39) และพบว่า ครูมีศักยภาพการเป็นนักวิจัยหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า ทุกองค์ประกอบหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยกเว้นศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน ที่ก่อนและหลังการอบรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 4. ผลการประเมินรูปแบบเสริมสร้างพลังอำนาจเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวัฒนธรรม การวิจัย มาตรฐานด้านการใช้ประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ("x" ? = 3.56) รองลงมา คือ มาตรฐานด้านความเหมาะสม และมาตรฐานด้านความถูกต้อง ("x" ? = 3.33) และพบว่า มาตรฐานด้านความเป็นไปได้มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ("x" ? = 3.30)