สมรรถนะของนักศึกษาสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคเหนือ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาสมรรถนะของนักศึกษา สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคเหนือ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะของนักศึกษาและหาแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษา ผู้วิจัยใช้แบบประเมินสมรรถนะเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคเหนือ ทั้ง 4 แห่ง จำนวน 320 คน ได้รับแบบประเมินคืน จำนวน 284 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 88.75 และได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตภาคเหนือ ทั้ง 4 แห่ง ส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย ร้อยละ 67.3 เป็นนักศึกษาวิทยาเขตเชียงใหม่ ร้อยละ 43.66 รองลงมาคือวิทยาเขตสุโขทัย ร้อยละ 32.39 และเป็นนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาพลศึกษามากที่สุดรองลงมาคือ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา และสาขาวิชานันทนาการเชิงพาณิชย์และการท่องเที่ยวตามลำดับ ส่วนใหญ่มีเกรดเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2.01-3.00 บทบาทหน้าที่ส่วนใหญ่คือเรียน และเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาภายใน ร้อยละ 81.3 รองลงมาคือกิจกรรมวันสำคัญต่างๆ ไม่มีผลงานทางวิชาการหรือวิชาชีพ ร้อยละ 72.9 มีผลงานร้อยละ 14.1 ไม่มีความต้องการที่จะพัฒนาตนเอง และองค์กร ร้อยละ 52.5 มีความต้องการ ร้อยละ 39.8 มีแผนการดำเนินชีวิต ร้อยละ 68.3 สมรรถนะหลักทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง ยกเว้นรายการประเมินด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลในรายการ การประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของ การมีมารยาท เป็นที่ยอมรับของสังคม การมีความกตัญญูกตเวที การมีความซื่อสัตย์สุจริต การมีความเมตตากรุณา การมีความยุติธรรม และมีความรับผิดชอบในวิชาชีพที่ตนเลือก ที่จะมุ่งมั่นพัฒนาให้ก้าวหน้า อยู่ในระดับ ดี และเมื่อพิจารณาผลรวมของสมรรถนะแต่ละด้านทั้ง 4 วิทยาเขต พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05